เซียวจิ่นหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ราวกับเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมตัวเอง ก่อนหน้านี้เมื่อหมอหลวงบีบนวดให้เขายังไม่บังเกิดความรู้สึกชัดเจนเช่นนี้ กล้ามเนื้อเพียงแต่รู้สึกเมื่อยล้าราวกับได้เดินทางมาด้วยระยะทางไกลแสนไกล ทว่าเมื่อหลินชิงเวยนวดให้เขา ความรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวที่เขาได้รับทำให้เขาแทบจะส่งเสียงครางออกมาด้วยทนไม่ไหว
เซียวจิ่นกล่าว “เจ้าเป็นเจาอี๋ของเจิ้น มิใช่พี่สาวของเจิ้น”
“โปรดประทานอภัยเพคะ หม่อมฉันเคยชินเสียแล้ว ฝ่าบาทอย่าได้ถือสา แต่เรื่องที่หม่อมฉันอายุมากกว่าฝ่าบาทสามปีเป็นความจริงเช่นกัน”
“แต่เจ้ายังคงเป็นเจาอี๋ของเจิ้น”
หลินชิงเวยยังไม่โง่เขลาขนาดมาทุ่มเถียงเพื่อเอาชนะกับเด็กน้อยคนหนึ่ง ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ถูกต้องเพคะ ฝ่าบาทตรัสถูกต้องแล้วเพคะ”
เซียวจิ่นพักหายใจหายคอแล้วจึงกล่าวอีกว่า “ในยามปกติเสด็จอางานยุ่งมาก ทั้งงานหลวงงานราษฎร์ เขายังต้องแบ่งเวลามาดูแลเจิ้น เจิ้นรู้ว่าเขาทุ่มเทจิตใจมาโดยตลอด หากมีเรื่องใดที่เขาทำให้ให้เจ้าโกรธเคืองเจ้าก็อย่าได้กล่าวโทษเขาเลย” หลินชิงเวยเพิ่งจะคิดว่าเด็กน้อยคนนี้ไม่เพียงมีจิตใจอ่อนไหว อีกทั้งยังเป็นคนจิตใจเมตตา ละเอียดอ่อนถี่ถ้วน เซียวจิ่นยังกล่าวอีกว่า “เพราะต่อให้เจ้ากล่าวโทษเขาแล้วเขาก็ไม่มีทางปรับปรุง ความโกรธเคืองนั้นคงได้แต่เก็บอัดเอาไว้ในใจ”
ไม่รู้ด้วยเหตุใด เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวจิ่น หลินชิงเวยหัวเราะขึ้นมาอย่างปราศจ