ากเหตุผลเมื่อได้ยินคำพูดของเซียวจิ่น นางกล่าวว่า “ดูท่าแล้วฝ่าบาททรงเข้าใจเซ่อเจิ้งอ๋องมากนะเพคะ”
คิดไม่ถึงว่าเซียวเยี่ยนออกไปครั้งนี้กระทั่งท้องฟ้าใกล้มืดแล้วก็ยังไม่กลับมา หลินชิงเวยจึงถามขึ้นประโยคหนึ่ง “เสด็จอายังไม่กลับมา เย็นนี้ฝ่าบาทจะทรงรอเสด็จอากลับมาเสวยพระกระยาหารค่ำพร้อมกันหรือไม่เพคะ?”
เซียวจิ่นส่ายหน้า “ไม่รอแล้ว เมื่อเช้าเสด็จอาเสียเวลาอยู่ที่เจิ้นเป็นเวลาครึ่งค่อนวัน คาดว่าเวลานี้จะยังคงสะสางงานอยู่กระมัง”
เซียวเยี่ยนและเซียวจิ่นสองอาหลานมีความผูกพันใกล้ชิดแน่นแฟ้น นี่เป็นความจริงที่ทุกคนต่างรู้ดี เพื่อเป็นการสะดวกต่อการดูแลเซียวจิ่นในยามปกติเซียวเยี่ยนจะพำนักอยู่ในวังหลวง ขอเพียงเซียวเยี่ยนมีเวลาเพียงเล็กน้อยก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนเซียวจิ่น ด้วยเซียวจิ่นยังเล็กนัก ความรู้ ความคิดเห็น ทฤษฎีการบริหารราชกิจ ทัศนคติทั้งสามด้านของเซียวจิ่น ล้วนเป็นเซียวเยี่ยนที่อบรมสั่งสอนมากับมือ
หลินชิงเวย “ยุ่งอะไรเพคะ?”
เซียวจิ่นกล่าวเปิดเผยอย่างไม่คิดจะปิดบังว่า “ระยะนี้เสด็จอากำลังไต่สวนคดีอยู่คดีหนึ่ง คดีนี้เกี่ยวพันกับผู้คนในวงกว้าง โทษสถานเบาเป็นคดีขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง ขูดรีดประชาชน โทษสถานหนักคือพวกเขาซ่องสุมกำลังพลมีแผนการก่อการกบฏ”
เซียวเยี่ยนไม่อยู่ ดังนั้นหลินชิงเวยจึงได้แต่อยู่ร่วมทานอาหารเย็นเป็นเพื่อนเซียวจิ่น นางแตกต่างจากเซียวเยี่ยน นางจำเพาะเจาะจงเลือกกับข้าวที่เซียวจ