ิ่นไม่ชอบกินให้เขากิน เนื้อปลาที่เลาะก้างปลาออกแล้ว เนื้อไก่ที่เอาหนังออกแล้ว จากนั้นวางลงในถ้วยของเซียวจิ่น
เมื่อเห็นเซียวจิ่นอิดออด หลินชิงเวยจึงกล่าวว่า “เด็กน้อยที่เลือกกินไม่ใช่เด็กดีเพคะ”
ใบหน้าของเซียวจิ่นมีรอยยิ้มเฉกเช่นสายลมอันอบอุ่นในฤดูวสันต์ เขาขยับตะเกียบและกล่าวว่า “เจิ้นไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้ว”
หลังจากกินอาหารเย็นแล้ว หลินชิงเวยอุ้มเซียวจิ่นไปเอนกายนอนลงบนเตียง “หากฝ่าบาทยังไม่รู้สึกง่วง นั่งเอนหลังอ่านหนังสือไปก่อน หากเหนื่อยแล้วก็นอนลงนะเพคะ”
เซียวจิ่นยื้อยุดมือของหลินชิงเวยเอาไว้ มือของเขาให้ความรู้สึกเย็นเล็กน้อย เหมือนผ้าไหมเนื้อเย็นอย่างดี เขากล่าวยิ้มๆ กับนางว่า “ชิงเวย เจ้าจะกลับไปแล้วหรือ? เจ้าอยู่เป็นเพื่อนเจิ้นอีกสักหน่อยได้หรือไม่?”
หลินชิงเวย “ไม่ได้เพคะ หม่อมฉันต้องกลับไปนอนพักผ่อนแล้วเช่นกัน”
เซียวจิ่นปล่อยมือของนาง “เช่นนั้นก็ได้ เจ้ากลับไปเถิด”
หลินชิงเวยหันกายเดินออกไปได้สองก้าว รู้สึกเหมือนมีสายตาหักใจไม่ได้จับจ้องมองตนอยู่ นางก้าวเท้าไม่ออก เอาเถอะ รอยยิ้มของเด็กคนนี้ช่างทำให้คนยากที่จะปฏิเสธลงคอ ดูเหมือนหากนางไปจริงๆ ก็เป็นเช่นคนบาป
ดังนั้นหลินชิงเวยจึงหันกายกลับมาอีกครั้ง นางนั่งลงริมเตียงของเซียวจิ่น รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวจิ่นพลันสว่างไสวเจิดจ้ายิ่งขึ้น นางนั่งเฝ้ากระทั่งเซียวจิ่นนอนหลับสนิท จึงลุกขึ้นออกไป
ขณะเดียวกันนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว
หลินช