างได้หรือ?”
ไทเฮายังคิดจะกล่าวอะไรด้วยความเดือดดาลอีก ทันใดนั้นเซ่อเจิ้งอ๋อง เซียวเยี่ยน ผู้ไม่เอ่ยอะไรตั้งแต่เข้ามากลับพูดขึ้นว่า “ไปดูศพของหรงหมัวมัวก่อนเถิด”
หมอหลวงกำลังเปิดผ้าคลุมสีขาวที่อยู่บนร่างของศพ ศพของหรงหมัวมัวจึงปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้า เหล่านางกำนัลที่หวาดกลัวจึงได้แต่หลับตาลง เซียวจิ่นถือได้ว่าเป็นฮ่องเต้น้อยที่มีความกล้าหาญอยู่พอตัว เขาไม่ได้หลับตาและมองทุกอย่างอย่างชัดเจน
เซียวจิ่นถาม “เสด็จแม่บอกว่าเป็นหลินซื่อที่สังหารหรงหมัวมัวใช่หรือไม่?”
ไทเฮากล่าว “ในเวลานั้นมีเพียงพวกนางสามคนอยู่ในเรือนหลังนั้น นอกจากนางแล้วยังจะมีใครได้!”
เซียวจิ่นตรัสว่า “แต่เจิ้นดูสีหน้าท่าทางสงบนิ่งของหรงหมัวมัวแล้ว เสื้อผ้าอาภรณ์สะอาดสะอ้าน ไม่เหมือนคนที่มีร่องรอยผ่านการต่อสู้กับผู้อื่น” เขาหันกลับไปดูหลินชิงเวยและซินหรูอีกครั้ง “หลินซื่อและสาวใช้ข้างกายนางคนนั้นบอบบางอ่อนแอปานนี้ และหรงหมัวมัวเป็นคนรูปร่างใหญ่ ต่อให้พวกนางสองคนร่วมมือกันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหรงหมัวมัวอยู่นั่นเอง เจิ้นไม่เห็นว่าตามร่างกายของหรงหมัวมัวมีสิ่งใดผิดปกติ แต่กลับเป็นหลินซื่อและสาวใช้เสียอีกที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล”
ไทเฮาเงียบงัน
หลินซินเวยตกตะลึงในใจ อดไม่ได้ที่จะหันหน้าไปมองเซียวจิ่น จึงประสานสายตาเข้ากับแววตาบริสุทธิ์และกระจ่างแจ้งของเซียวจิ่น บนร่างของเซียวจิ่นคือเสื้อคลุมมังกรสีเหลืองขมิ้น บนหน้าอกมีม