เซียวเยี่ยนมองนางแวบหนึ่ง ไม่พูดจา
ทว่าเพียงครู่เดียวก็ถูกหลินชิงเวยจับอารมณ์ของเขาได้ “สายตาของท่านอ๋องบอกว่า หากมิใช่ข้าสามารถช่วยฮ่องเต้น้อยได้ ท่านคงไม่มาเป็นเพื่อนข้าใช่หรือไม่?”
เซียวเยี่ยน “…”
หลินชิงเวย “ท่านดูสิ ท่านยอมรับอีกแล้ว”
เซียวเยี่ยนหยุดย่างก้าว บนศีรษะของเขาคือใบไม้ที่เพิ่งจะแตกใบอ่อนขับให้เขาดูแล้วเบิกบานสดใสขึ้นอีกหลายส่วน “ดูเหมือนเจ้าจะรู้จักศาสตร์การอ่านใจคน”
หลินชิงเวยยิ้มหวานกับคำพูดนั้นพร้อมกับชี้หน้าตนเองว่า “มนุษย์เราคิดอะไรอยู่ในใจ มักจะเขียนไว้บนหน้าเสมอ ท่านอ๋องไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นเดียวกัน”
เซียวเยี่ยนหรี่ตาลง มองนางนิ่งๆ “จริงหรือ เช่นนั้นเจ้าลองพูดมาเวลานี้เปิ่นหวางกำลังคิดสิ่งใดอยู่?”
ปลายนิ้วของหลินชิงเวยแตะคางของตนเอง “ท่านกำลังคิดว่า เย็นนี้ควรทานอะไรดี ท่านช่วยข้าคิดด้วยก็แล้วกัน”
เซียวเยี่ยนโมโหจนจุกอกอีกครั้ง มองเงาร่างบอบบางของสตรีตรงหน้า ความรู้สึกอดทนอดกลั้นที่ข่มไว้ในใจช่างยากแก่การบรรยายออกมานัก
ต่อมาเขากล่าวขึ้นว่า “เจ้าบอกว่าอาการป่วยของฮ่องเต้ไม่อาจรักษาให้หายได้ในครั้งเดียว นั่นหมายความเช่นไร”
“เหตุใดข้าต้องบอกท่านด้วยเล่า ท่านคิดจะให้ประโยชน์อันใดกับข้า?”
“เจ้ายังคิดจะได้ประโยชน์?” เซียวเยี่ยนกล่าวเตือน “หากมิใช่เจ้าเล่นไม่ซื่อ พระอาการตัวร้อนของฝ่าบาทก็ไม่เนิ่นนานเช่นนี้”
“โทษข้าล่ะสิ?” หลินชิงเวยหรี่ตาลง “ท่านยังคิดว่าวันนั้นที่ข้