่งหลินชิงเวยดึงเข็มเงินเล่มสุดท้ายออกจากร่างกายของเขา แล้วยื่นมือไปแตะหน้าผากของเขาอีกครั้ง “ไม่ร้อนแล้ว”
หมอหลวงก้าวขึ้นมาแตะหน้าผากดูด้วยสีหน้าตื่นตะลึง ไม่อาจไม่มองหลินชิงเวยตาค้าง กล่าวอย่างยินดีว่า “ฝ่าบาทตัวไม่ร้อนแล้วจริงๆ”…”
ต่อมาหลินชิงเวยเดินมาข้างโต๊ะ เห็นบนโต๊ะมีกระดาษและพู่กัน ก่อนที่นางจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบันนางเคยเป็นแพทย์แผนจีนมาก่อนเพียงแต่ไม่เคยใช้พู่กันเขียนใบสั่งยาให้กับคนไข้ เวลานี้นางหยิบพู่กันขึ้นมาแต้มหมึก จากนั้นเขียนเทียบยาลงบนกระดาษเซวียนจื่อ[1]เสร็จในอึดใจเดียวแล้ววางพู่กันลง “พวกท่านไปต้มยาตามเทียบยาที่ข้าเขียนนี้ วันละสามครั้ง ดื่มหลังอาหารครึ่งชั่วโมง”
หมอหลวงรับเทียบยาไปดู ด้วยท่าทีโง่งม
บนโลกใบนี้มีลายมือของคนสองประเภทที่อ่านยากที่สุด ประเภทที่หนึ่งก็คือ นักพรต อีกประเภทหนึ่งก็คือ หมอ
เป็นท่านหมอมาหลายปี หมอหลวงท่านนั้นกลับอ่านตัวอักษรของหลินชิงเวยไม่ออก
“ตัวอักษรของแม่นางเขียนหวัดเกินไป…ข้า…” หมอหลวงปาดเหงื่อบนหน้าผาก เขารู้สึกเหงื่อชุ่มแผ่นหลัง
[1] เซวียนจื่อ หรือกระดาษฟางที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สีกระดาษขาวสะอาด เนื้อกระดาษละเอียด นุ่มและเบา กระจายน้ำหมึกได้สม่ำเสมอและชัดเจนไม่เปื่อยยุ่ยง่าย
[1] เซวียนจื่อ หรือกระดาษฟางที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สีกระดาษขาวสะอาด เนื้อกระดาษละเอียด นุ่มและเบา กระจายน้ำหมึกได้สม่ำเสมอและชัดเจนไม่เปื่อยยุ่ยง่าย