นของเปิ่นหวาง”
หลินชิงเวยใช้ฝ่ามือยันกายของตนเพื่อลุกขึ้นยืน เดินมาหยุดข้างกายเซียวเยี่ยน รอยยิ้มที่อยู่บนริมฝีปากนั้นไม่จางลง “ล้อเล่นกับท่านหรือไร ข้าไหนเลยจะรู้ว่าเซ่อเจิ้งอ๋องเป็นคนที่ล้อเล่นไม่เป็น”
เซียวเยี่ยนหลุบตาลง “ต่อไปเจ้าจะยังได้รู้ด้วยว่าเรื่องที่เจ้าทำไม่ได้มีมากมายนัก หากคิดจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบ เจ้าสงบเสงี่ยมเจียมตนสักหน่อยจะเป็นการดีที่สุด”
พูดแล้วก็สะบัดชายเสื้อแล้วเดินไปเบื้องหน้า ชายเสื้อสีม่วงนั้นปลิวสะบัดพลิ้วไปมา เส้นผมสีดำสนิทที่ถูกหยกสีเขียวอ่อนรวบเอาไว้นั้นยาวมาถึงช่วงเอว บนเส้นผมของเขายังมีเศษใบไม้ติดอยู่ หลินชิงเวยมองน้ำแข็งก้อนโตก้อนนั้น ท่าทางที่เดินนั้นเป็นธรรมชาติและสง่างาม ราวกับความสูงศักดิ์นั้นติดตัวมาแต่กำเนิด อย่างไรก็พอเป็นอาหารตาแล้ว
ราวกับสถานที่แห่งนี้ห่างจากตำหนักบรรทมของเซียวจิ่นฮ่องเต้ไม่ไกลมาก หลังจากเดินออกมาจากผืนป่าแล้ว เบื้องหน้าก็คือตำหนักหลังหนึ่ง