“อะไรนะเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยหรงช้อนตาขึ้นมอง ด้วยใบหน้าที่งดงามราวกับดอกหลียามต้องฝนอย่างไรอย่างนั้น ดูแล้วช่างน่าสงสารยิ่งนัก
ความตื่นตะลึงของนางกลับดูเหมือนจริง ดูเหมือนนางคาดไม่ถึงว่าตนจะเปิดโปงนางเช่นนี้ “เจ้ามาเพื่อประกาศศักดาต่อข้าล่ะสิ”
“ข้าไม่ได้…” หลินเสวี่ยหรงมองนางด้วยดวงตาที่เบิกกว้างพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ
หลินชิงเวยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อคำพูดของนาง “เจ้าดูสิ นี่เจ้ากำลังโกหกอีกแล้ว ยิ่งเจ้ามองข้าเช่นนี้ ปรารถนาให้ข้าเชื่อสายตาของเจ้า ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเจ้ากำลังโกหก” หลินเสวี่ยหรงอ้าปากหลายครั้ง ขณะที่กำลังคิดจะพูดอะไรนั้น หลินชิงเวยกลับเอ่ยกับนางด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “ระวังว่ายิ่งพูดมากจะยิ่งผิดมาก”
หลังจากผ่านไปชั่วอึดใจ หลินเสวี่ยหรงค่อยๆ กะเทาะสีหน้าท่าทางที่นางเสแสร้งแกล้งทำออกไปแล้วหัวเราะด้วยเสียงใสกังวานเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ “พี่ใหญ่เพิ่งจะแต่งงานออกเรือนมาเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในแห่งนี้ช่างเป็นสถานที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก ภายในระยะเวลาสั้นๆ กลับทำให้พี่ใหญ่เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นนี้ ข้าแทบจะไม่รู้จักพี่ใหญ่แล้ว”
หลินชิงเวยกล่าว “สายตาที่ไม่ปิดบังอำพรางความเกลียดชังของเจ้าที่มีต่อข้ากลับดูแล้วรื่นหูรื่นตาขึ้นมาก” หลินเสวี่ยหรงเริ่มร่ำไห้เช็ดน้ำตาตั้งแต่เดินเข้ามา นางจึงแน่ใจได้ว่าสตรีที่มีอายุน้อยกว่าตนหนึ่งปีนางนี้ไม่ได้มาด้วยเจตนาดี
ในสังคมของยุคสมัยโบราณ สตรีที่อยู่ในวัยของด