เมื่อพูดถึงเรื่องสำคัญ หัวคิ้วของอาซิ่วก็ขมวดเข้าหากันน้อยๆ
ดวงตากลมโตชำเลืองมองหลินเมิ้งหยาอย่างลำบากใจ
“เป็นอะไรไป? เรื่องนี้ยากเกินไปหรือ? ไม่เป็นไร ข้าเองก็รู้ว่าถึงร้อนใจไปก็ไม่ช่วยอะไร หากเจ้าลำบากใจ เช่นนั้นพวกเราค่อยคุยกันวันหลังเถิด”
หลินเมิ้งหยาเอ่ยอย่างเข้าอกเข้าใจ อาซิ่วส่ายหน้าพัลวัน เหตุเพราะกลัวว่าหลินเมิ้งหยาจะเข้าใจตนเองผิด
“มิใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ อันที่จริงข้าได้ยินเรื่องเหล่านี้โดยไม่ได้ตั้งใจ แม้ว่าต้นฝิ่นในสายตาของพวกท่านจะเป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้อื่น แต่ที่เมืองของข้า ต้นฝิ่นเปรียบดั่งยาที่ สามารถรักษาชีวิตผู้อื่นได้ ข้าหวังว่าท่านจะไม่รังเกียจพวกข้า”
เพียงได้เห็นท่าทางพูดจาด้วยความระมัดระวังของอาซิ่ว หลินเมิ้งหยาหลุดขำพรืด
แม้ในอดีตนางจะเป็นนักวิจัยทางการแพทย์ แต่หลังจากมาถึงที่นี่ นางคือลูกศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดวิชาพิษจากป๋ายหลี่รุ่ย
หากพูดตามความจริง ยาพิษในมือของนางมีฤทธิ์รุนแรงมิได้ด้อยไปกว่าต้นฝิ่นเลย
บางทีอาซิ่วอาจได้ยินเสียงนกเสียงลมจึงคิดว่าหลินเมิ้งหยาคิดรังเกียจนางเพราะเรื่องต้นฝิ่นกระมัง
ไร้เดียงสายิ่งนัก น่ายกย่องเหลือเกิน
“เจ้าพูดถูกแล้ว ต้นฝิ่นมิได้ผิด