งยังคงเต้นตุบๆ
เหงื่อผุดเต็มหน้าผากของจั่วชิวอวี้ เขาไม่รู้ว่าหลินเมิ้งหยาเป็นอะไรกันแน่
“ไปตามฉางเทียนหัวมา! เขาเป็นคนปรุงยานี้ขึ้น เขาต้องรู้แน่”
แม้เหตุการณ์ตรงหน้าจะพลิกผัน แต่หลงเทียนอวี้ทำใจให้เย็นลง
แม้หลินเมิ้งหยาจะไม่มีชีพจรหรือหมดลมหายใจแล้ว แต่เขามั่นใจว่านางยังไม่ตาย
เขาเคยได้ยินท่านอาจารย์เล่าว่าคนมีวิทยายุทธ์จะสามารถควบคุมร่างกายให้อยู่ในสภาพคนตายได้ แม้ว่าจะไร้ชีพจรหรือลมหายใจก็ตาม
เพียงได้เห็นอาการของหลินเมิ้งหยา เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางตกอยู่ในภาวะแกล้งตาย
มีเพียงสิ่งนี้ที่พอจะอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดใบหน้าของนางจึงยังมีสีเลือด
จั่วชิวอวี้รีบออกไปตามคน หลงเทียนอวี้โอบกอดร่างของหลินเมิ้งหยาเอาไว้เพราะกลัวว่าร่างกายของนางจะเกิดสิ่งผิดปกติ
ไม่นานผู้อาวุโสฉางและจั่วชิวอวี้ก็มาถึง
ตอนนี้สีแดงบนใบหน้าของหลินเมิ้งหยาหายไปหลายส่วนแล้ว รอยแดงที่แขนเองก็เริ่มสงบลง
ทว่าลมหายใจและชีพจรของหลินเมิ้งหยายังไม่กลับมา
“ผู้อาวุโสฉาง ก่อนหน้านี้นางก็กินยาของท่าน แม้จะเจ็บปวดเจียนตาย แต่ก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หรือจะมีความผิดปกติ?”
ฉางเทียนหัวไม่กล้าชักช้าร่ำไร หลังจากได้ยินคำถาม