“อาการของท่านอาจารย์เป็นเช่นไรบ้าง? ข้ากลัวว่าไฟชีวิตของเขาใกล้จะมอดเต็มที หากร่างกายของเขารับไม่ไหว เกรงว่าจะต้องแย่แน่ๆ”
สำหรับว่าที่ฮูหยินของท่านอาจารย์แล้ว หลินเมิ้งหยารู้สึกเคารพเลื่อมใสนางมาก
ดวงตางดงามของหยุนจู๋เผยให้เห็นความกังวล
“เจ้าสำนักพูดถูกแล้ว เช่นนั้นพวกเราทำลายเจ้าสิ่งของชั่วร้ายนี้ดีหรือไม่ ข้ากลัวว่าหากเขายังเป็นเช่นนี้ต่อไป ชีวิตของเขาคงดับสูญ”
ขณะพูด หยุนจู๋ยกมือขึ้นเตรียมทำลายต้นโสมโลหิตมนุษย์
“ช้าก่อน!”
หลินเมิ้งหยารีบร้องห้าม ร่างของนางพุ่งเข้ามาบังต้นโสมเอาไว้
“นี่คือชีวิตของท่านอาจารย์ หากเจ้าทำมันตาย ท่านอาจารย์เองก็จะตายไปด้วย”
หยุนจู๋ตกตะลึง นางรีบชักมือกลับไป
ดวงตากลมโตจับจ้องหลินเมิ้งหยา เมื่อเห็นอีกฝ่ายถอนหายใจ นางจึงรีบถามหาคำอธิบายทันที
“เป็นไปได้อย่างไร…หรือ…หรือว่าจะไม่มีทางรักษาแล้ว”
ราวกับคนเสียสติ หยุนจู๋คิดไม่ถึงเลยว่าป๋ายหลี่รุ่ยจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
เมื่ออยู่ต่อหน้าความเป็นความตาย ความโกรธแค้นที่ผ่านมาไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
“มีทางรักษา แต่ตอนนี้ร่างกายของท่านอาจารย์ยังไม่เหมาะที่จะรับการรักษา หากท่านอาจารย์ดูแลฟื้นฟูร่างกายให้ดี เช่นนั้นอาจจะสามารถช่วยเขาได้”
แววเจ้าเล่ห์วาบผ่านดวงตาของหลินเมิ้งหยา
หันหลังกลับ แหงนหน้าทำมุมสี่สิบห้าองศา ก่อนจะเอ่ยเสียงเศร้า
“ทว่าตอนนี้สติสัมปชัญญะของท่านอาจารย์ไม่ปกติ นอกจากข้าแล้ว เกรงว่าเขาคงไม่รู้จักใครอื่