นอีก หากข้าส่งคนมาดูแลเขา เกรงว่าจะดูแลเขาได้ไม่ดีพอ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ข้าเองก็คงทนไม่ได้”
ไม่ต้องมองหลินเมิ้งหยาก็รู้ว่าบัดนี้หยุนจู๋กำลังจมอยู่ในสงครามความคิดของตัวเอง
ความแค้นที่สั่งสมมานานจางหายไปตามกาลเวลาเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่หลอมละลาย
ตอนนี้ทั้งสองต้องการเพียงโอกาสในการปรับความเข้าใจกันเท่านั้น หลินเมิ้งหยาจึงต้องการเอ่ยกระตุ้นนาง
หากนางยังรู้สึกกับท่านอาจารย์เหมือนก่อน เช่นนั้นก็เป็นเรื่องน่ายินดี
“เช่นนั้น…เช่นนั้นข้าจะมาดูแลเขาเอง แม้กลุ่มสามสหายจะไม่มีข้า แต่ถึงกระนั้นพวกหัวหน้าแต่ละฝ่ายก็สามารถคุมงานให้เป็นปกติได้ เขา…ตอนนั้นข้าเข้าใจเขาผิดไป ข้า…ติดหนี้เขาอยู่”
เมื่อเห็นว่าแผนการของตัวเองสำเร็จ หลินเมิ้งหยาไม่ลืมที่จะแสดงท่าทีเกรงใจ
“จะไม่เป็นการรบกวนเจ้าหรือ? แต่ก่อนเจ้าเป็นผู้ดูแลกลุ่มสามสหาย ข้าเกรงว่าหากเจ้าต้องเสียเวลามาดูแลท่านอาจารย์อีก เช่นนั้นเจ้าจะเหนื่อยเกินไป”
หลินเมิ้งหยาผินหน้ากลับมา แม้ปากจะพูดว่ารบกวน แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความลำบากใจ
แก้มของหยุนจู๋แดงระเรื่อ สายตาสับสนวุ่นวาย
แต่ก่อนเคยเห็นเพียงใบหน้าเรียบเฉยของหยุนจู๋ หยุนจู๋ในเวลานี้ทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกประหลาดใจ
“ไม่รบกวนหรอก ถึงอย่างไรที่นี่ก็มีคนมากมาย อันที่จริงข้า…ข้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ทำแค่เพียงเฝ้าเขาเท่านั้นมิใช่หรือ?”
เอ่ยเสียงตะกุกตะกัก ทว่าหลินเมิ้งหยากลับฟังออกถึงความคาดหวัง
“เช่น