หลินเมิ้งหยากลับยิ้มให้ซูหลาน
“บางทีเจ้าเองก็น่าจะพอรู้บ้างแล้วใช่หรือไม่ ตอนนี้เหลือเพียงพวกเราสามคนแล้ว เช่นนั้นเจ้าลองบอกข้อสันนิษฐานของเจ้าให้สาวใช้ซื่อบื้อของข้าฟังเถิด”
แม้จะเอ่ยเช่นนี้ แต่นางคิดว่าซูหลานจะต้องเข้าใจเหตุการณ์ในเวลานี้แล้วอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น หลินเมิ้งหยายังอยากทดสอบไหวพริบของซูหลานอีกด้วย
ตัดสินใจแน่วแน่ ก่อนจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว
“หนู่ปี้เข้าวังมาตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่เคยรับใช้เจ้านายคนใดมาก่อน แต่ถึงกระนั้นก็เคยได้ยินเรื่องเล่ามาบ้าง เมื่อห้าปีก่อนวังหลวงเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ หนู่ปี้เคยเห็นมากับตาว่าของที่พวกขันทีและนางในใช้ล้วนถูกกำจัดทิ้งเช่นนี้”
หลินเมิ้งหยาผงกศีรษะ ความรู้สึกดีที่มีต่อซูหลานยิ่งเพิ่มมากขึ้น
สุขุมรอบคอบ กล้าหาญชาญชัย อีกทั้งยังปฏิบัติตัวดีมีมารยาท บางทีอาจมีอีกหลายด้านที่ตนยังไม่ได้เห็น
แต่นางมั่นใจว่าเด็กคนนี้มิใช่คนทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงอย่างแน่นอน
ซูหลานมองหลินเมิ้งหยาซึ่งมีรอยยิ้มบางๆ นางรู้ได้ทันทีว่าการคาดเดาของตนถูกเกือบแปดส่วน ความหวาดผวาพลันวาดผ่านสีหน้า
“หากเป็นเช่นนั้นจริง วังหลวง….จะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรือเพคะ?”
ภาพแห่งความสูญเสียในคราวนั้นยังคงติดตานางมาจนถึงทุกวันนี้
ตอนนั้นนางยังเป็นเพียงนางในฝึกหัด ดังนั้นจึงได้เห็นเหล่าพี่น้องนางในในวังหลวงล้มหายตายจากเพราะอาการป่วยดังกล่าว สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ถูกส่งตัวออกไปและไม