ิงๆ หรือว่าการทำเช่นนี้จะทำให้ไม่มีใครสามารถเอาผิดพวกเขาได้
“นายหญิง อาหารเช้ามาถึงแล้วเจ้าค่ะ ท่านกินก่อนแล้วค่อยอ่านต่อเถิด”
นางเงยหน้า ก่อนจะพบว่าป๋ายซูเดินถือกล่องอาหารสีแดงเข้ามา
หลินเมิ้งหยาผงกศีรษะลง ก่อนจะเก็บบันทึกชีพจรของฮ่องเต้เอาไว้ในลิ้นชักใต้โต๊ะไม้ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว นางอาจจะได้รับคำตอบเร็วๆ นี้
อาหารเช้าค่อนข้างเรียบง่าย มีเพียงโจ๊ก ไข่น้ำ และเครื่องเคียงอีกสองสามอย่างเท่านั้น
หลินเมิ้งหยามีท่าทางเลื่อนลอยเพราะกำลังคิดวิเคราะห์เรื่องชีพจรของฮ่องเต้
“นายหญิงอย่าเพิ่งเหม่อลอยสิเจ้าคะ ตั้งใจกินข้าวหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
ป๋ายซูรู้สึกพ่ายแพ้ให้แก่นายหญิงของตนเอง เหตุใดหญิงสาวที่มักจะฉลาดเฉลียวจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้หลังจากได้เห็นอาการประชวรและพระโอสถของฮ่องเต้กันเล่า?
หรือนางจะเป็นโรคบ้างาน? ต้องใช้แน่ๆ
“โอ้ ขอโทษที”
หลินเมิ้งหยาดึงสติกลับมา ก่อนจะก้มหน้าลงกินโจ๊กในถ้วยต่อ
“จริงสิ มีใครรังแกเจ้าตอนไปรับอาหารเช้าหรือไม่? แล้วเจ้ากลับไปดูองค์ชายสิบแล้วหรือยัง?”
ป๋ายซูครุ่นคิด ก่อนจะตอบ
“ไม่มีเจ้าค่ะ คนในห้องเครื่องปฏิบัติต่อข้าอย่างเกรงใจ อาหารที่เตรียมให้องค์ชายสิบเองก็ไม่มีปัญหาอะไร ดูเหมือนนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องขึ้นกับองค์ชายสิบ คนในวังหลวงจะระมัดระวังเรื่องอาหารมากเป็นพิเศษเจ้าค่ะ”
ในที่สุดหลินเมิ้งหยาก็สบายใจ ตอนนี้ราชสำนักกำลังร้อนเป็นไฟเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นก