ยัยเด็กบ้า กล้าเอาเรื่องข้ามาล้อเล่นอย่างนั้นหรือ หากข้าไม่ฉีกปากเจ้า เจ้าจะต้องพูดจาเลื่อนเปื้อนออกไปอย่างแน่นอน”
ป๋ายจีที่กำลังเขินอายส่งเสียงกึ่งหัวเราะขณะเข้าไปวิ่งไล่ป๋ายซ่าว ป๋ายจื่อที่อายุน้อยที่สุดมองตามอย่างสนุกสนาน
“พวกเขาจากไปแล้ว ต่อไปอาจจะไม่ได้เจอกันอีก เจ้าไม่เสียใจหรือที่ต้องอยู่ข้างกายข้า?”
คำถามนี้พุ่งตรงไปที่ป๋ายซู
ตอนแรกหลินเมิ้งหยาพูดกับเสี่ยวอวี้เรียบร้อยแล้วว่าให้พาป๋ายซูกลับไปยังเลี่ยหยุนด้วย แต่สาวใช้คนนี้กลับยืนกรานที่จะอยู่ข้างกายนาง
“ข้าเป็นสาวใช้ของนายหญิง หากนายหญิงไม่ไป ข้าจะไปไหนได้เล่าเจ้าคะ”
ปกติป๋ายซูเป็นคนเงียบขรึม ทว่าคำพูดที่หลุดออกจากปากของนางในวันนี้ทำให้หลินเมิ้งหยารู้สึกอบอุ่นหัวใจ
หลินเมิ้งหยาผินหน้า ยื่นมือเข้าไปกุมมือของนาง ใบหน้าขาวราวหิมะแดงระเรื่อ
“ได้ เช่นนั้นพวกเรามารอการกลับมาของเสี่ยวอวี้กันเถิด พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เพียงแค่อยู่กันคนละฟากฟ้า สักวันหนึ่งจะต้องได้พบกันอย่างแน่นอน”
ป๋ายซูผงกศีรษะรับ บางทีการที่ต้องอยู่ข้างกายนายหญิงนั่นอาจหมายถึงนางจะไม่สามารถกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนได้อีกแล้ว
แต่นางยินดี เหตุเพราะที่นี่ต่างหากที่เป็นบ้านของนาง
“โอ้ ตอนแรกข้าคิดว่าสาวใช้ของชายาอวี้จะรู้กฎระเบียบมากกว่านี้เสียอีก แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเอะอะโวยวายไร้มารยาทเช่นนี้ พวกเจ้าคิดว่านี่เป็นบ้านเกิดที่บ้านนอกของพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
เบื้