้ยวเคี้ยวฟัน แต่อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองต้องทำตัวให้น่าสงสารที่สุด
กลับมาแสดงท่าทางน่าสงสารดังเดิม สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนน่าขนลุก
“พี่สะใภ้ ข้ารู้ว่าข้าเป็นคนอับโชค ชั่วชีวิตนี้ของข้ามิเคยมีความหวังอันใด หากมิใช่เพราะความรักและเอ็นดูที่ท่านป้ามีให้แก่ข้า เกรงว่าข้าคงจะต้องใช้ชีวิตอย่างน่าอดสู”
หลินเมิ้งหยาส่งสัญญาณผ่านทางสายตาให้กับป๋ายจื่อ มองดูเด็กสาวที่กำลังแสดงละครตรงหน้า คำพูดคำจาของนางน่าฟังกว่าละครงิ้วเสียอีก
นางไม่กล่าวอันใด มองดูการแสดงของเจียงหรูฉินต่อไป
“แต่ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าคนในจวนจะคิดเช่นนั้นกับข้า คำติฉินนินทามิอาจทำให้ข้าสงบจิตสงบใจได้”
ติฉินนินทา? หลินเมิ้งหยาแค่นหัวเราะเสียงเย็นในใจ
มันคือสิ่งที่เจียงหรูฉินและพระสนมเต๋อเฟยอยากให้เกิดขึ้นมิใช่หรือ?
ทว่านางยังคงแสร้งโง่ ราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ ทั้งสิ้น
“น้องหรูฉิน ข้าไม่รู้ว่ามีเสียงนินทาอันใดเกิดขึ้นในจวนแห่งนี้ แต่เจ้าโปรดวางใจ ข้าจะนำคนในจวนมาเค้นถาม หากใครกล้าพูดจาเลื่อนเปื้อน ข้าจะตัดลิ้นของพวกเขาเสีย เจ้าอย่าได้น้อยอกน้อยใจไปเลย ข้าจะออกหน้าแทนเจ้าเอง”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเมิ้งหยา เจียงหรูฉินหมดข้ออ้างที่จะพูดต่อ
นางลอบชำเลืองมองทางพระสนมเต๋อเฟย ไม่รู้ว่าควรแสดงละครเช่นใดต่อไปจึงจะได้มาในสิ่งที่ต้องการ