่องนี้ออกมาเปิดเผยแสดงว่านางจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยนอย่างแน่นอน“อย่าได้พูดจาโยกโย้เลย ฮองเฮามีเงื่อนไขอันใดจงรีบพูดออกมาเถิด”ภายในตำหนักมิมีผู้อื่นดังนั้นฮ่องเต้หมิงจึงไม่สงวนท่าทีที่แสดงออกเมื่อได้ยินเช่นนั้น สายตาของฮองเฮาจึงเลื่อนกลับมามองพร้อมเอ่ยเสียงเรียบ“เปิ่นกงรู้ว่าฮ่องเต้หมิงกำลังโศกเศร้าเพราะความตายขององค์หญิงหมิงเยว่ เรื่องนี้เปิ่นกงไม่มีทางปัดความรับผิดชอบและจะตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่เปิ่นกงหวังว่าเรื่องนี้จะไม่ป่าวประกาศออกไป ถึงอย่างไร ราชวงศ์ก็มิเหมือนประชาชนธรรมดา เรื่องเหล่านี้อาจสร้างความเสื่อมเสียต่อราชวงศ์ได้ ฮ่องเต้หมิงคิดเห็นเช่นไร?”ฮ่องเต้หมิงกำหมัดแน่น สายตาคับแค้นหูเทียนเป่ยเองก็เม้มปากสนิท จ้องมองสตรีผู้เย่อหยิ่งตรงหน้าด้วยความเย็นชา
ป๋ายซูออกไปนั่งข้างคนขับรถม้าอย่างรู้งาน
ภายในรถม้าจึงเหลือเพียงหลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้รถม้าเคลื่อนไหวโคลงเคลงไม่หยุดจนกระทั่งออกจากเขตพระราชวังฤทธิ์ของยาเริ่มหมดไป ความเจ็บปวดที่มือทำให้หลินเมิ้งหยาหายใจถี่ขึ้นจุดที่ป๋ายซูสะกดเอาไว้เริ่มคลายหลินเมิ้งหยารู้สึกได้ว่าบาดแผลที่ฝ่ามือเริ่มมีเลือดไหลจู่ๆ จมูกพลันได้กลิ่นเลือดและสมุนไพรเขาจ้องหน้าหลินเมิ้งหยา หน้าผากของนางมีเหงื่อผุดพราย“เจ้าได้รับบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ? บาดแผลอยู่ตรงไหน?”ความกังวลพลันปรากฏขึ้นในดวงตาหลงเทียนอวี้ยื่นมือเข้าไปจับมือหลินเมิ้งหยา ทว่าอีกฝ่ายกลับร้องออกม