่างแน่นอน”ไม่ว่าหลงเทียนอวี้หรือหลินเมิ้งหยาพวกเขาต่างมิได้มองว่าจิ่นเยว่เป็นเพียงทาสรับใช้ธรรมดา“หม่อมฉันมาแล้วเพคะ อันที่จริงหม่อมฉันก็ผิดเอง พวกเด็กสาวเหล่านี้มิรู้กฎระเบียบในวังหลวง จากนี้ไปข้าจะสอนพวกเจ้าทีละน้อย”จิ่นเยว่ลงมือจัดแต่งทรงผมให้หลินเมิ้งหยาด้วยความคุ้นเคย มองดูกระจก ก่อนจะวาดคิ้วให้นางอย่างสวยงามมิรู้ว่าเพราะเหตุใดหลินเมิ้งหยาจึงรู้สึกว่าน้าจิ่นเยว่ในวันนี้ดูแปลกไปหรือพระสนมเต๋อเฟยจะต้องรับมือกับเรื่องยุ่งยากในงานเลี้ยงวันนี้?“พวกเจ้าออกไปเตรียมตัวก่อน ข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่านน้า”สาวใช้ทั้งสี่ถอนตัวออกจากห้อง ภายในห้องจึงเหลือเพียงจิ่นเยว่กับหลินเมิ้งหยา“ท่านน้ามีเรื่องอะไรในใจอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นลองเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ บางทีข้าอาจช่วยเหลือท่านน้าได้”นางกำลังเขียนคิ้วเป็นเส้นเรียวยาว สีหน้าแสดงถึงความลังเลเล็กน้อย สุดท้ายจึงวางอุปกรณ์แต่งหน้าลงจิ่นเยว่หยักยิ้มขมขื่นขณะมองหน้าหลินเมิ้งหยา พระชายาฉลาดเฉลียวยิ่งนัก ดูเหมือนตนเองจะมิอาจปิดบังเรื่องนี้ได้“เรื่องบางเรื่องพระชายาไม่รู้จะดีกว่าเจ้าค่ะ หากรู้เข้าพระองค์จะยิ่งคิดมาก”หลินเมิ้งหยากลับหัวเราะ หันมองกระจก ริมฝีปากแดงขับกับฟันขาวเรียงตัวสวย“หากท่านน้าไม่อยากพูดเหตุใดจึงส่งสายตากังวลมาเล่า ท่านน้าฉลาดหลักแหลมกว่าพวกนางมาก เหตุใดจึงแสดงความกังวลออกมาทางสีหน้าให้เห็นกัน?”แม้หลินเมิ้งหยาจะมองจิ่นเยว่เป็นเหมือน