งแถบชานเมืองแล้ว ถึงที่นั่นแล้วค่อยว่ากัน”ที่เขตพระราชวังมีทหารหลวงจำนวนไม่น้อย ที่นั่นน่าจะปลอดภัย“จริงสิ ป๋ายจีกับป๋ายซ่าวพาองครักษ์ไปเพียงไม่กี่คนมิใช่หรือ? เหตุใดตอนนี้จึงไม่เหลือแม้แต่คนเดียวเล่า?”บริเวณรอบๆ สงบเงียบนานมากแล้วที่ไม่เห็นรถม้าวิ่งผ่าน บริเวณที่ดินเปล่าเปลี่ยวแห่งนี้มีเพียงหลินเมิ้งหยาและสาวใช้ กับคนคุมบังเหียนที่กำลังซ่อมล้อรถเท่านั้น“นั่นสิเจ้าคะ เช่นนั้นข้าลองไปถามคนคุมบังเหียนดูดีกว่า”ป๋ายจื่อเองก็รู้สึกประหลาดใจ พวกทหารองครักษ์ไม่มีทางละทิ้งหน้าที่ของตนเองอย่างแน่นอน แต่เพราะเหตุใดจึงไม่มีพวกเขาแม้แต่คนเดียว“ไม่ อย่าไป”หลินเมิ้งหยารู้สึกผิดปกติ จมูกของนางได้กลิ่นผิดแปลกประหลาดบางอย่างแอบบีบแขนของป๋ายซู ทั้งสามหันไปมองทั่วสารทิศ“พระชายา กระหม่อมซ่อมรถม้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้สามารถออกเดินทางต่อได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”คนคุมบังเหียนย่างสามขุมเข้ามา พร้อมทั้งส่งเสียงเคร่งขรึม“องครักษ์เล่า? เมื่อครู่ยังตามพวกเรามาอยู่เลยมิใช่หรือ?”คนคุมบังเหียนก้มหน้าลง หลินเมิ้งหยามองไม่เห็นสีหน้าของเขาแต่นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ“พวกเขาหรือ? ไปรอท่านที่ด้านหน้าแล้ว ฉะนั้นท่านรีบเดินทางไปเถิด”คนคุมบังเหียนที่ก้มหน้าตลอดเวลาพลันเงยหน้าขึ้นใบหน้ากร้านโลกหยักยิ้มมีเลศนัยเพราะเหตุนี้นางจึงรู้สึกผิดปกติตลอดเวลา ที่แท้นักฆ่าก็แฝงตัวอยู่บนรถม้าของนาง“เจ้า…อย่าเข้ามานะ! ข้าขอเตือนเจ้า อย่า