ะมาแสดงท่าทีเขินอายตอนนี้ยังจะทันหรือไม่?
“เช่นนั้นข้าไปล่ะ เจ้าพักผ่อนมากๆ แล้วกัน”
เขาลุกขึ้นยืน ชำเลืองมองหลินเมิ้งหยาที่กำลังก้มหน้าอยู่เล็กน้อย หัวใจพลันกระตุก
“คือว่า…ท่านอ๋อง หากครั้งหน้าท่านคิดจะทำตัวโรคจิตอีกล่ะก็ ได้โปรดแจ้งหม่อมฉันให้ทราบล่วงหน้าด้วยเพคะ”
สวรรค์โปรด! นางเอ่ยประโยคนี้ออกไปทำไมกัน? ทั้งที่นางแค่อยากขอบคุณท่านอ๋องที่อุ้มนางกลับมาส่งและทำแผลให้เท่านั้นแท้ๆ
“ได้”
คิดไม่ถึงเลยว่าหลงเทียนอวี้จะแปลกยิ่งกว่าที่ส่งเสียงตอบรับนางเช่นนี้
ฮือๆ หลินเมิ้งหยามุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม คำพูดของพวกนางทำให้ใครต่อใครต่างพากันพูดไม่ออก!
ก้อนเมฆถมึงทึงลอยครึ้มอยู่เหนือจวนพลันลอยหายไป เหตุเพราะหลินเมิ้งหยาและหลงเทียนอวี้ได้ปรับความเข้าใจกันเล็กน้อยแล้ว
เหตุเพราะได้รับบาดเจ็บ พระสนมเต๋อเฟยที่คิดจะสั่งสอนนางกลับกลายเป็นปลอบโยนแทน
บางทีเพราะลูกสะใภ้เกิดอาการหึงหวง ดังนั้นในสายตาของหลงเทียนอวี้ เขาจึงรู้สึกรักและเอ็นดูชายาของตนเองมากขึ้น
นางที่เป็นแม่ไม่ควรยื่นมือเข้าไปวุ่นวายกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่
บางทีอาจเพราะเผลอนึกถึงเรื่องราวของตนเองกับฮ่องเต้ ดังนั้นจึงเลือกที่จะมองข้ามเรื่องของหลินเมิ้งหยาไป
พริบตาเดียว วันงานเลี้ยงต้อนรับการมาเยือนของฮ่องเต้หมิงก็มาถึง
ราวกับว่าฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้จะมาเร็วกว่าที่คิด
ทันทีที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศยามค่ำคืนพลันหนาวเหน็บ
ภายในตำหนักหลิวซินตร