้ามาจับตัวนาง
ตอนนี้ชิงหูมิได้อยู่ข้างกายนาง ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ หลินเมิ้งหยาคงทำได้เพียงยื้อเวลาเอาไว้
“ช้าก่อน พวกเจ้ารู้จักตัวตนของข้าแล้ว เช่นนั้นอย่าได้ทำอะไรเกินควร”
หลินเมิ้งหยาดึงป๋ายจื่อ ก่อนจะโยนกล่องขนมของนางลงพื้น
หลังจากชิงหูสั่งสอนเจ้าคนนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจะต้องตามหานางอย่างแน่นอน
หวังว่า…เขาจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่นางทิ้งเอาไว้
“คงต้องทำให้พระชายาขุ่นเคืองแล้ว”
หัวหน้าชายชุดดำสับคอของหลินเมิ้งหยาอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นพล่าน สุดท้ายหลินเมิ้งหยาสลบไป
ไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้อย่างใจนึก ถึงคราวซวยแล้วจริงๆ
ความรู้สึกแรกหลังจากตื่นขึ้นจากโลกอันมืดมิดคือแขนและขาของตนเองถูกมัดเอาไว้แน่น
พยายามสูดลมหายใจ เปลือกตาของหลินเมิ้งหยาค่อยๆ เปิดขึ้น
ด้านนอกมีเสียงกลีบเท้าของม้า แม้จะเบามาก แต่หลินเมิ้งหยากลับแยกออกได้
ร่างกายสัมผัสกับพื้นแข็งทื่อ ดูเหมือน นางจะอยู่ในรถม้าคันหนึ่ง
หลินเมิ้งหยาพยายามแข็งคอยกขึ้น มองสำรวจบริเวณรอบๆ นอกจากป๋ายจื่อที่กำลังนอนอยู่อีกมุมหนึ่งแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครอื่นอีก
คนกลุ่มนี้ต้องการพานางไปที่ไหนกันแน่
“ป๋ายจื่อ ป๋ายจื่อ ตื่นได้แล้ว”
หลินเมิ้งหยากดเสียงให้เบาลง กระแทกตัวป๋ายจื่อ โชคดีที่นางสลบไปเพียงเท่านั้น
ป๋ายจื่อค่อยๆ ฟื้นคืนสติ หลินเมิ้งหยาอุดปากนางได้ทันเวลา ดังนั้นจึงไม่ได้ยินเสียงร้องของนาง
“ชู่ เบาเสียงหน่อย พวกเรากำลังอ