ารวิจัยสำรวจความผิดปกติอยู่นั้นหยุดกึกทันทีที่ได้ยินคำถามของเขา
“อ๋อ ข้าแค่เหนื่อยเลยนอนหลับไปเท่านั้น”
หลังจากกลับมาจากห้องหินของป๋ายหลี่รุ่ย นางรู้สึกมึนหัวเป็นอย่างมาก
พอได้นอนก็หลับไปนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนกว่าจะฟื้นขึ้นมา
บางทีอาจเพราะสมองของนางประมวลผลหนักเกินไปก็เป็นได้ จะมีใครที่ไหนสามารถอดทนรับข้อมูลชื่อยาจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนั้นได้กัน
“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เจ้าเด็กน้อย ต่อจากนี้ไปข้าขอเป็นองครักษ์ประจำตัวเจ้าได้หรือไม่?”
เขาสำรวจสีหน้าท่าทางของหลินเมิ้งหยาอย่างละเอียด เมื่อมั่นใจแล้วว่านางไม่เป็นอะไร เขาจึงเริ่มเอ่ยวาจายียวน
ดวงตาเรียวยาวประหนึ่งจิ้งจอกดูเย้ายวน หลินเมิ้งหยากลับหัวเราะตาหยีแล้วยกมือขึ้นหยิกใบหูข้างหนึ่งของเขา
“ประจำตัว? เช่นนั้นต้องตัวติดกันขนาดไหนกันเล่า?”
น้ำเสียงอ่อนโยนเรียกความสนใจจากอีกสี่คนที่เหลือ
โดยเฉพาะหลินจงอวี้ หลังจากที่ได้เห็นพี่สาวของตัวเองอยู่ชิดใกล้กับเจ้าคนที่จะว่าหญิงก็ไม่ใช่จะว่าชายก็ไม่เชิงคนนั้นแล้ว สายตาที่จ้องมองพลันเปี่ยมไปด้วยความอำมหิต
“คิกๆ…เรื่องนั้นหรือ ถ้าอยากจะตัวติดแนบชิดกันขนาดไหนก็จะถวายให้ตามแต่ใจต้องการนั่นแล”
ก้มหน้าแสร้งทำทีขวยเขิน ทว่ากลับถูกหลินเมิ้งหยาหยิกหูจนร้องโอดโอย
“ไอ้หยา! เจ็บเจ็บเจ็บเจ็บ…เจ้าเด็กน้อย ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่พูดจาไร้สาระอีกแล้ว เหยียผิดไปแล้ว เหยียผิดไปแล้ว รีบปล่อยมือเถิด”
หลินเมิ้งหยาออกแรงบิ