“แบบนี้…จะเร็วไปหรือไม่?”
หน้าผากของหลินเมิ้งหยาปรากฏเส้นสีดำสามเส้น สมองของคนผู้นี้จะต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน
หากต้องการมีลูกศิษย์ ก็มิควรเร่งรีบขนาดนี้มิใช่หรือ?
“เร็ว? ถือว่าข้าใจร้อนไปหน่อยก็แล้วกัน นังหนู ข้าแซ่ป๋ายหลี่ ชื่อของข้ามีเพียงอักษรเพียงตัวเดียวคือรุ่ย เรื่องอื่นไม่จำเป็นต้องไถ่ถามให้มากความ ขอเพียงข้าไม่ทำร้ายเจ้าก็เพียงพอแล้ว”
ป๋ายลี่รุ่ย? สกุลป๋ายหลี่พบได้ไม่บ่อยนัก หรือเขาจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับป๋ายหลี่อู๋เฉิน?
“ท่านอา อู๋เฉินนำอาหารมาส่งให้ท่านขอรับ”
เมื่อพูดถึงตัวซวย ตัวซวยก็มา
ทว่าสีหน้าของป๋ายหลี่รุ่ยกลับเคร่งขรึมขึ้นมา ราวกับว่าเหตุเพราะหลินเมิ้งหยายืนอยู่ตรงหน้า ดังนั้นเขาจึงไม่อาจก่นด่าป๋ายหลี่อู๋เฉินออกมาได้อย่างไรอย่างนั้น
“เอาวางไว้แล้วออกไปได้ ต่อไปนี้ให้คนอื่นนำข้าวมาส่งให้ข้าก็พอ”
น้ำเสียงเย็นชา ไร้ซึ่งสายสัมพันธ์ลึกซึ้งใดๆ
แม้หลินเมิ้งหยาจะเป็นคนนอก แต่จากมุมมองของนาง นางกลับเห็นได้ว่าร่างกายของป๋ายหลี่รุ่ยแข็งทื่อขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงของป๋ายหลี่อู๋เฉิน
“ท่านอายังโกรธข้าอยู่อีกหรือ?”
แม้จะมิได้รู้จักป๋ายหลี่อู๋เฉินเป็นการส่วนตัว
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงอันแสนเจ็บปวดของเขา
“เลิกเล่นละครตบตาข้าได้แล้ว ข้าเคยบอกแล้วว่าข้ากับเจ้ามิมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก”
เหตุใดความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงดูแปลกๆ เล่า?
หลินเมิ้งหยานึกสงสัย แต่ถึงกระนั้นกลับย