อันหลินนำสมาชิกที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกลุ่มนี้เดินหน้าต่อไป พยายามรักษาความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างสมาชิก ไม่มีอารมณ์ที่เหลืออดหรือนึกรำคาญเลยสักนิด
ส่วนอันหลินมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
เขารู้สึกว่าทุกคนน่าสงสารเหลือเกิน ต่างก็ควรค่าแก่การเอาใจใส่และช่วยเหลือ
ใจดีมีเมตตา เห็นอกเห็นใจงั้นเหรอ หรือจะเป็นความรู้สึกอย่างอื่น
อย่างไรก็แปลกมาก แปลกจนเขาเองก็งุนงงไปหมด
“ฮือๆ ๆ…ยักษ์อันหลิน ข้าช่างไร้ประโยชน์เสียจริง เห็นสัตว์ประหลาดแล้วยังต้องให้เจ้ามาปกป้อง ให้เจ้าลงมือ ข้าไม่ทำอะไรเลย เป็นความผิดของข้าคนเดียว…” ทีน่าเช็ดน้ำตาแล้วพูดตำหนิตัวเอง
อันหลินใช้นิ้วชี้จิ้มแก้มที่เนียนนุ่มของภูตจิ๋วบนหัวไหล่แล้วปลอบโยนด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไรหรอก สาเหตุเป็นเพราะแดนพิศวงแห่งนี้ทั้งนั้น ข้าให้อภัยเจ้านานแล้ว”
“ยักษ์อันหลิน เจ้าช่างดีเหลือเกิน…” ทีน่ามองรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนอาบลมใบไม้ผลิของอันหลิน แม้จะน้อยเนื้อต่ำใจอย่างนางก็สัมผัสได้ถึงกำลังใจและความอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเดินผ่านแผ่นดินสีทอง สิ่งที่เข้าสู่คลองจักษุเป็นเทือกเขาที่ก่อตัวจากผลึกหินหลากสี
ผลึกหินบางส่