แล้วเข้าพัก
แสงเทียนวูบไหว ท่ามกลางรัตติกาลที่เงียบสงบ นางลูบกระบี่มังกรวิหค อาวุธเซียนที่งดงามประณีตเล่มนี้เบาๆ
พลังยุทธ์ของนางตกลงมาถึงกายแห่งมรรคขั้นเจ็ดแล้ว ถ้ายังลดด้วยความเร็วระดับนี้ต่อไป อีกสองวัน นางก็จะกลายเป็นปุถุชนที่บำเพ็ญเพียรไม่ได้แล้วอย่างสิ้นเชิง
จู่ๆ สวีเสี่ยวหลานก็พบปัญหาข้อหนึ่ง หากนางกลายเป็นคนธรรมดา จะใช้แหวนมิติไม่ได้อีก ของข้างในจะทำอย่างไร กระบี่มังกรวิหคล่ะจะทำอย่างไร
“ข้ามันโง่จริงๆ…ข้าน่าจะทิ้งกระบี่มังกรวิหคกับของในแหวนมิติให้อันหลิน ของพวกนี้พกติดตัวไปก็สูญเปล่า”
ใบหน้าของสวีเสี่ยวหลานฉายความเสียดาย แต่ไม่นานก็ส่ายหน้าอีกครั้ง สลัดความคิดนั่นทิ้งไป ในใจลอบเกลียดที่ตัวเองหน้าไม่อายขนาดนี้ จวบจนตอนนี้แล้วยังคิดถึงตู้ชายคนนั้นอยู่
นางตั้งใจว่าจะนั่งสมาธิสงบจิตใจ ภายหลังพบว่าชักนำพลังปราณฟ้าดินไม่ได้แล้ว นางถึงได้รู้สึกตัวว่า ตนบำเพ็ญเพียรไม่ได้อีกแล้ว
สวีเสี่ยวหลานแค่นยิ้ม เป่าเทียนให้ดับแล้วนอนลงบนเตียง
ราตรีนี้นางนอนไม่ค่อยหลับ นึกถึงเรื่องราวมากมาย ทั้งแตนการใช้ชีวิตหลังจากนี้ ไหนจะสิ่งของในแหวนมิติอีกจะจัดการอย่างไร…
เช้าตรู่วันต่อมา สวีเสี่ยวหลานมองหา