เป็นกระดูกไหปลาร้าที่ประณีต สีผิวพร่างพรายภายใต้แสงเทียน
อันหลินไม่อยากทำให้สวีเสี่ยวหลานที่อยู่ในห้วงนิทราตื่น แต่ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า นอนพิงหัวเตียงแบบนี้น่าจะไม่สบาย เขาคิดว่าเตียงหลังนี้กว้างทีเดียว ไม่แน่ว่าทั้งสองอาจจะพอ…
ขณะที่เขากำลังลังเลอยู่นั้น สวีเสี่ยวหลานก็ลืมตาขึ้นแล้ว เมื่อนัยน์ตาที่พร่ามัวมองเห็นอันหลิน ก็กระจ่างใสขึ้นมาในพริบตา ประหนึ่งดวงดาวที่งดงามท่ามกลางม่านรัตติกาล
ทั้งคู่สบตากัน ตาสองคู่กะพริบปริบๆ
“เจ้าฟื้นแล้วหรือ รู้สึกอย่างไรบ้าง” สวีเสี่ยวหลานชิงพูดขึ้นมาก่อน
“เอ่อ…ดีขึ้นมากแล้ว แค่รู้สึกหนาวนิดหน่อย มีสักคนมาช่วยทำให้เตียงข้าอุ่นอาจจะดีกว่านี้หน่อย…” อันหลินพูดด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
สิ้นประโยคนี้ หัวใจของเขาก็เต้นโครมคราม หนาวที่ไหนกัน ตื่นเต้นจะตายชัก ร้อนจะตายอยู่แล้ว!
บรรยากาศทะแม่งขึ้นมาทันที อันหลินสัมผัสได้ว่ามือของสวีเสี่ยวหลานที่กุมมือตนอยู่กระชับขึ้นเล็กน้อย
สวีเสี่ยวหลานโพล่งขึ้นยิ้มๆ ว่า “อย่างนี้นี่เอง…ทาสหมาป่าของเจ้าเฝ้ารออยู่ห้องข้างๆ ข้าไปเรียกมันมาใช้ให้ความอบอุ่นกับเจ้าดีไหม”
พออันหลินได้ยินประโยคนี้ หัวใจก็พลันฝ่อลงหลายขุม รีบพูดเป็นพัลวัน