สัมผัสพลังปราณที่เต็มเปี่ยมในอากาศ จิตใจของนางก็พลันผ่อนคลาย เตรียมตัวอีกไม่กี่วันค่อยทะลวงขั้นเข้าสู่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นกลาง…
ปี้ฉงมองหาพญางูขาวตามสัญชาตญาณ กลับเห็นเธอกับสมาชิกกำลังรวมตัวกันอยู่ตรงจุดหนึ่ง ปรึกษาหารืออะไรบางอย่างกันอย่างดุเดือด
“ข้าคิดว่าฟ้าผ่าอีกสักครั้งดีกว่า!”
“หยุดได้แล้ว สหายจื่อหยางแค่หมดสติไปชั่วคราว ผ่าหลายครั้งไม่มีประโยชน์หรอก”
“แต่หัวใจเขายังเต้นช้ามากอยู่เลยนะ ถ้าพวกเราไม่ช่วย หัวใจจะหยุดกะทันหันหรือไม่”
“งั้นก็รอให้หัวใจหยุดเต้นแล้วค่อยผ่าสิ”
“เดี๋ยวก่อน สถานการณ์แบบนี้ ฉันขอค้นไป๋ตู้ดูหน่อย…”
…
จักรพรรดินีปี้ฉงมองลอดผ่านผู้คน เมื่อเห็นจักรพรรดิจื่อหยางที่นอนอยู่บนพื้น ก็อดหายใจดังเฮือกไม่ได้
ท่าทางของจักรพรรดิจื่อหยาง…อนาถเหลือเกิน!
เขานอนแอ้งแม้งเปียกชุ่มไปทั้งตัว มุมปากกับพื้นมีคราบเลือดที่แห้งกรังแล้ว เส้นผมหยิกหย็องไหม้เกรียม เสื้อบริเวณหัวใจฉีดขาด เห็นได้ชัดว่าถูกโจมตีนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว…
“อ้าว เสี่ยวชิง เจ้าทะลวงขั้นสำเร็จแล้วหรือ รีบช่วยดูให้หน่อยว่าจักรพรรดิจื่อหยางเป็นอย่างไรบ้างแล้ว” พญางูขาวกอดแขนปี้ฉงพลางพูดอย่างตื่นตระหนก
“รบกวนผู้อาวุโสปี้ฉ