มก็พบเจอได้ยาก ทั้งคู่กินอย่างอิ่มหนำสำราญ
พระอาทิตย์ค่อยๆ จมลับไปในผิวทะเล ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางท้องฟ้ายามรัตติกาล
เกาะเต่ายักษ์เริ่มเงียบสงัด มีเพียงเสียงคลื่นซัดเป็นระลอกๆ ที่ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
อันหลินเงยหน้ามองพระจันทร์บนเวหา มันขาวนวลกระจ่าง เปล่งแสงเย็นยะเยือก
คล้ายว่าหลายวันมานี้ ดวงจันทร์จะคล้ายคลึงกัน กลมกลึงไม่เว้าแหว่ง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด
“ไปกันเถอะ เราลงทะเลกัน” จักรพรรดิจื่อหยางโพล่งขึ้นมา
อันหลินพยักหน้า “เจ้านำทางไปเลย”
ฟิ้ว…ฟิ้ว
ลำแสงสองเส้นจมหายไปในท้องทะเล พร้อมกับละอองน้ำสาดกระเซ็น
จักรพรรดิจื่อหยางกระโดดลงน้ำเหมือนแม่หมู กระแทกผิวน้ำจนเกิดริ้วคลื่นลูกใหญ่
อันหลินกระโดดลงน้ำปานนกบินโฉบจิกแผ่วเบา ก่อให้เกิดริ้วคลื่นเบาบาง เห็นได้ชัดว่าใครเหนือกว่ากัน
“เพลิงจันทร์ภฤษฏ์เป็นลูกไฟสีน้ำเงิน การปรากฏและหายไปของมันรวดเร็วยิ่งนัก เจ้าจำต้องรีบกลืนมันให้ไว” จักรพรรดิจื่อหยางกล่าว
ตอนแรกเขาจะพูดว่า ‘ปราบพยศได้ยากยิ่ง’ แต่เมื่อหวนคิดถึงภาพที่อันหลินเขมือบเพลิงสุริยะ ก็กลืนลงท้องไป
อันหลินกวาดตามองรอบกาย ใต้ทะเลมืดมิด หากเปลวไฟปรากฏตัวต้องสะดุดตามากเป็นแน่
ทันใดนั้น ดวงตาของทั้งสองก็เพ่งมองบริเวณหนึ่งพร้อมกัน
ตรงนั้นมีแสงสีน้ำเงินสว่างเจิดจ้า แหวกความมืดมนอันไร้ที่สิ้นสุดของท้องทะเล แลดูโดดเด่นยิ่งนัก
“ไป!”
อันหลินกับจักรพรรดิจื่อหยางพุ่งใส่แสงสีน้ำเงินอย่างไม่ลังเ