ี้ควรจะเรียกว่าจักรพรรดิอันหลินแล้ว ต่อไปจักรวรรดิอ้าวซินคงจะเปลี่ยนมือแล้วละ…”
…
ขณะที่ทั่วทั้งแผ่นดินกำลังแตกตื่นกันอยู่นั้น
ภายในราชวังอ้าวซิน มีหกชีวิตกำลังเดินเตร่อยู่ในวังประหนึ่งเดินชมสวนดอกไม้
เหล่าราชนิกุลและขุนนางต่างก็ตัวสั่นงันงก ด้วยเกรงว่าจะทำให้ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้พิโรธ
พวกเขาป่าวประกาศไปทั่วแผ่นดินตามเงื่อนไขที่ร้องขอแล้วว่า ‘ข้ารอพวกเจ้าที่นี่’
เห็นได้ชัดว่า ถ้อยคำที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยประโยคนี้เป็นข้อความ ลูกทีมที่แยกจากกันได้ยินย่อมเข้าใจได้
ทั้งหกคนกระทำการอย่างเงียบเชียบภายในวังหลวง ไม่ได้เข่นฆ่าสังหาร เพียงแค่เรียกขุนนางชั้นสูงกับเหล่าราชนิกุลรวมตัวเพื่อสอบถามข้อมูล จากนั้นก็ขลุกอยู่ในหอตำราเพื่อค้นหาข้อมูล
หนังสือประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วรยุทธ์ วิชาความรู้…
“แผ่นดินปราณสงครามแห่งนี้อายุน้อยมาก ประวัติศาสตร์ที่บันทึกมีอายุเพียงหมื่นกว่าปี สมญานามของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือ จักรพรรดิสงคราม ต่อให้รวมจักรพรรดิซวีหมิงแล้ว จักรวรรดิอ้าวซินก็มีจักรพรรดิสงครามเพียงสี่คน” เรียวนิ้วขาวหยวกของสวีเสี่ยวหลานพลิกตำราอย่างรวดเร็ว พร้อมกับอ่านเนิบนาบไปด้วย
“จักรพรรดิสามคนที่เหลือไปไหนเสียแล้วล่ะ” อันหลินถามอย่างสงสัย
สวีเสี่ยวหลานตอบว่า “จักรพรรดิสงครามคนแรกเสียชีวิตเพราะชราภาพ คนที่สองยังหาบันทึกที่เกี่ยวข้องไม่เจอ คนที่สามตายด้วยน้ำมือของจักรพรรดินีปี้ฉง”
อันหลินพยักหน้าแล้วพล