ิ่งห้อย
ดวงหน้างดงามหมดจดของซูเฉี่ยนอวิ๋นถูกสีทองอันอบอุ่นฉาบทับ ภายใต้แสงสะท้อนของกองไฟ ดูงดงามน่าลุ่มหลงยิ่งกว่าเดิม นางพูดอย่างเป็นกังวลว่า “ไม่รู้ว่าสมาชิกคนอื่นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว โดยเฉพาะเถียนหลิงหลิงกับพญางูขาว พวกนางอยู่ในระดับกายแห่งมรรคเท่านั้น โลกที่ไม่คุ้นเคยใบนี้อันตรายสำหรับพวกนางเกินไป”
ซูเฉี่ยนอวิ๋นเป็นเช่นนี้เสมอ พอตัวเองมีที่พักพิงแล้ว ก็เริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยของเพื่อนคนอื่นๆ ทันที
“เถียนหลิงหลิงฉลาดซุกซน รู้วิธีหลบหลีกเอาตัวรอด แต่พญางูขาวน่ะสิ ข้าไม่ค่อยรู้จักนางมากนัก น่าเป็นห่วงจริงๆ…” อันหลินพยักหน้า คิดว่าสองคนนี้เป็นเป้าหมายสำคัญที่ควรดูแล
ราตรีกาลยาวนาน หลังทั้งคู่พูดคุยกันจนดึกดื่นแล้ว ก็ทำสมาธิปรับลมหายใจ
ซูเฉี่ยนอวิ๋นรู้สึกว่าค่ำคืนนี้ช่างสุขสงบ ผ่อนคลายยิ่ง บางทีอาจเพราะนางไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้วกระมัง
นางแอบมองชายหนุ่มข้างกายแวบหนึ่ง ชายหนุ่มรูปงามคมสัน ใบหน้าฉายความเด็ดเดี่ยว ให้ความรู้สึกพึ่งพาได้ หรือนี่…จะเป็นความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ว่ากัน
คิดได้ดังนั้น ใบหน้าขาวผ่องเป็นยองใยของซูเฉี่ยนอวิ๋นก็แดงเรื่อ
นางรีบหลับตาไม่มองอีก นั่งทำสมาธิเงียบๆ
พระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้า พสุธาได้อาบสีสันอีกครั้ง
อันหลินกับซูเฉี่ยนอวิ๋นลืมตาที่สุกใสขึ้น ร่างกายกระปรี้กระเปร่า อยากทำอะไรนิดหน่อย
“ไป เราไปสร้างเรื่องกัน!”
อันหลินพูดอย่างมีชีวิตชีวา