งพลางพึมพำว่า “จบเห่แล้วๆ พวกนายทำแบบนี้ได้ยังไง…คราวนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้ว…”
สวีเสี่ยวหลานกับอันหลินกลับหายใจหอบ นั่งหันหลังพิงกัน ดูเหนื่อยมากอย่างเห็นได้ชัด
ต้าไป๋ยังคงสร้างความปั่นป่วน เรียกลมคลั่งสุดความสามารถ
“ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เราก็ทำเต็มที่แล้ว” อันหลินเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
“หวังว่าซูเฉี่ยนอวิ๋นจะเห็นนะ หากยังไม่ได้ผล…พวกเราค่อยทำต่อ!” สวีเสี่ยวหลานทำหน้ามุ่งมั่น
เถียนหลิงหลิงได้ฟังก็หน้ามืด เรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้ว ยังคิดจะทำต่ออีกเหรอ
ในตอนนั้นเอง เสียงตะโกนเรียกอันอ่อนหวานก็ดังมาไกลๆ
“สหายอันหลิน สหายสวีเสี่ยวหลาน! ในที่สุดข้าก็หาพวกเจ้าเจอ!”
ซูเฉี่ยนอวิ๋นที่สวมชุดกระโปรงสีน้ำเงินย่ำกงจักรแสงจันทร์ลอยมา ใบหน้าฉายความตื่นเต้นและละอายใจ
รอบตัวนางมีค่ายกลอำพรางปกคลุม สามารถหลบการตรวจตราของมนุษย์และอุปกรณ์ได้ แต่สำหรับอันหลินกับสวีเสี่ยวหลานที่มีพลังจิตนั้น สามารถมองทะลุได้ในปราดเดียว
เมื่อสวีเสี่ยวหลานเห็นฉากนี้ ก็ตื่นเต้นจนลุกพรวดขึ้นกอดซูเฉี่ยนอวิ๋นที่วิ่งปรี่เข้าใส่
“สวีเสี่ยวหลาน ข้าขอโทษ เป็นเพราะข้าหายไปจากที่เดิมตามอำเภอใจ ทำให้เจ้าต้องเป็นห่วง…”
“จะโทษเจ้าได้อย่างไร เป็นความผิดของข้า ข้าต่างหากที่ละเลยเจ้า!”
สวีเสี่ยวหลานกับซูเฉี่ยนอวิ๋นกอดกันกลม ประหนึ่งพี่น้องที่พลัดพรากจากกันหลายปี
อันหลินก็อยากจะเข้าไปกอดเหลือเกิน แต่ดูเหมือนจะแทรกตัวเข้าไปไม่ได้ ทำได้แค่ยืนฟึดฟัด