่อครู่เขาใช้ร่างกายระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณต่อสู้กับมังกรระดับแปลงจิตขั้นปลาย ต่อให้เขามีวรยุทธ์มากมายคอยสนับสนุน มันก็เป็นการรนหาที่ตายชัดๆ…
โชคดีที่ชายหนุ่มคนนั้นขี้เก๊ก ทางฝั่งตนเองก็วิ่งไว มิเช่นนั้นเขาอาจจะตายอยู่ตรงนั้นแล้วจริงๆ
“โอ้โฮ พี่อันกลับเป็นปกติแล้ว โฮ่ง!” หางขาวราวหิมะของต้าไป๋กระดิกไปมา ร่างกายหลายร้อยชั่งขยับไปมาอย่างตื่นเต้น
“ให้ตายสิ ต้าไป๋เบาๆ หน่อย!”
อันหลินบาดเจ็บเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คราวนี้ถูกทับจนเกือบจะหายใจไม่ออก
อันหลินกลับมาเป็นปกติแล้ว
อันหลินกินยาบำรุงเลือดแล้วเริ่มทำสมาธิรักษาอาการบาดเจ็บ
กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างเชื่องช้า แสงสว่างในสุสานมังกรแห่งนี้ค่อยๆ สลัวลง เข้าสู่ความมืดมิด
“เอ๊ะ แดนพิศวงแห่งนี้มีกลางวันกลางคืนด้วยหรือ” อันหลินกะพริบตาปริบๆ
“อาจจะต้องการสร้างความรู้สึกเหมือนใช้ชีวิตให้กับคนเฝ้าสุสานกระมัง” สวีเสี่ยวหลานคาดเดา
อันหลินส่ายหน้า พูดด้วยน้ำเสียงเจือความเห็นใจ “ชีวิตของคนเฝ้าสุสานช่างน่าเบื่อจริงๆ…”
“น่าสงสารจังเลย” สวีเสี่ยวหลานเศร้าสลดใจ “ไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมสุสานแห่งนี้ต้องใช้คนเฝ้าสุสานมากมายปานนี้ หากเป็นเพราะมรดกจริง คัดเลือกคนด้วยการสร้างกลไก หรือจำพวกการทดสอบภาพลวงตาอะไรเทือกนั้นก็ได้นี่นา”
หลังทั้งคู่แสดงความเห็นอกเห็นใจคนเฝ้าสุสานอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ก็เริ่มหารือกันว่าจะจัดการชายหนุ่มตำหนักดำคนนั้นได้อย่างไร
สุดท้ายพวกเขาก็หารือจนได้แผ