มิ่งเหล่าใจสลาย เพราะเขามองไม่เห็นดวงชะตาของอันหลินเลยสักนิด
ถ้าบอกว่าเขาเจอการขัดขวางด้วยกำแพงอันแน่นหนายามตรวจดูความสัมพันธ์ระหว่างสวีเสี่ยวหลานกับตำหนักแห่งสวรรค์ เช่นนั้นการตรวจดูชะตาของอันหลิน ก็คงเป็นม่านหมอกที่ทำให้คนหาทิศทางไม่เจอโดยสิ้นเชิง
อย่าว่าแต่ทำนายดวงชะตาของอันหลินเลย ต่อให้ดูว่าพรุ่งนี้เขาจะมีข้าวกินหรือไม่ ก็ยังทำนายไม่ได้
ไยจึงเป็นเช่นนี้…ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย…
พลังยุทธ์สูงเกินหยั่งหรือ แต่ชายคนตรงหน้าอยู่แค่ในระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณเท่านั้นนี่นา…
มิ่งเหล่ายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล ยิ่งคิดก็ยิ่งกระวนกระวาย
อันหลินเมื่อเห็นสีหน้าของมิ่งเหล่าผิดปกติ ก็คิดว่าเส้นทางความรักของตนมีอุปสรรค เริ่มวิตกกังวล “เป็นอย่างไรบ้าง ข้าจะมีคู่เมื่อใดกันแน่”
มิ่งเหล่าลอบกลืนน้ำลาย เขาคิดว่าหากตนพูดความจริง ต้องถูกมองว่าหลอกลวง ถึงตอนนั้นสี่หมื่นหินวิญญาณอาจถูกแย่งกลับไป
หรือจะโกหกเขา
มิ่งเหล่าคิดๆ ดูแล้วก็กระแอมเล็กน้อย ส่ายหน้าพูดว่า “มองเห็นสีสันของภูเขาอยู่ไกลๆ เมื่อเข้าใกล้กลับไม่ได้ยินเสียงน้ำไหล ความรักของเจ้าอยู่ไม่ไกลแล้ว ได้ร่วมทุกร่วมสุข สองใจเกื้อหนุนกันในอีกร้อยปี เจ้ากับนางจะเป็นคู่รักที่ใครๆ ก็อิจฉา…”
แน่นอนว่า ทักษะการเอาตัวรอดของมิ่งเหล่าเลิศล้ำอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะใช่เรื่องจริงหรือไม่ อย่างไรเสียอันหลินก็ถูกชมจนยิ้มไม่หุบแล้ว คิดว่าหนึ่งหมื่นวิญญาณนั้นคุ้มค่า
อัน