เมื่อสวีเสี่ยวหลานได้รับมรดกกระบี่ของตำหนักแห่งสารทแล้ว กลิ่นอายก็ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
“เฮ้อ เป็นอิสระสักที…มีผู้สืบทอดที่ดีปานนี้ ท่านคงจะไปสู่สุขติแล้วกระมัง” ชิวหนี่ทำหน้ารำลึกความหลัง จากนั้นก็ยิ้มเฝื่อนๆ ส่ายหน้าอย่างระอาใจ
ชิวหนี่ไม่พูดอะไรอีก บอกลาพวกอันหลินแล้วไปจากตำหนักแห่งสารท
สวีเสี่ยวหลานลากอันหลินไปยังตำหนักแห่งเหมันต์อย่างกระปรี้กระเปร่า
หลังอันหลินถูกวิชากระบี่ที่ตนภาคภูมิใจที่สุดทำร้ายจิตใจแล้ว สภาพจิตใจก็ไม่ต่างอะไรกับต้าไป๋เลย
หนึ่งคนถูกเกียรติยศแห่งศาสตร์กระบี่ทำร้ายจิตใจ อีกตัวถูกทำร้ายด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย หนึ่งคนหนึ่งสุนัขอยากจะอยู่เงียบๆ
พวกเขาพบกับตงหนานผู้มีผมสีเงินโบกสะบัดในตำหนักแห่งเหมันต์
ตงหนานคนนี้เปิดฉากด้วยประโยค ‘ชีวิตอ้างว้างเหมือนหิมะ ใครกันนะมาจุดประกายชีวิตอันอ้างว้างของข้า’
จากนั้นเขาก็ถูกสวีเสี่ยวหลานผู้ที่งดงามสูงส่งดุจพญาหงส์ดึงดูดใจให้ลุ่มหลง
“อา…เจ้าก็เหมือนเปลวไฟ ทำให้ใจข้าละลาย!”
“แม่นางโฉมงามท่านนี้ เจ้ายอมรับมรดกแห่งน้ำค้างจากข้าหรือไม่”
คำว่ามอบมรดก ทำให้อันหลิน ต้าไป๋กับเจ้าอัปลักษณ์งงเป็นไก่ตาแตก
แต่สวีเสี่ยวหลานกลับส่ายหน้าจริงจัง “ข้าไม่เอา ข้าธาตุไฟ”
“นี่เจ้าไม่เข้าใจเสียแล้ว น้ำแข็งกับไฟไม่ขัดแย้งกัน กลับกันมันเชื่อมโยงกัน หนึ่งสถานที่เมื่อความหนาวเหน็บทั้งปวงจางหาย มันคือก็ไฟ!” ตงหนานอธิบายเสียงหนักแน่น จากนั้นก็ร่ายยาวอีกม