าเนิ่นนานเพียงใดแล้ว
เขารู้แค่ว่าหนึ่งเรื่องที่เสียใจที่สุดในชั่วชีวิตนี้ก็คือ การตัดสินใจเป็นผู้เฝ้าสุสาน
ตอนนั้นแม่เขาเสียสติไปแล้ว ถึงได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณเช่นนั้น บอกว่าจะเฝ้าพิทักษ์สุสานมังกรเหมันต์ไปชั่วชีวิต จนกว่าจะมีคนมีวาสนามาสืบทอดตำแหน่งนี้ จึงจะมีอิสระอีกครั้ง
หากสวรรค์ให้โอกาสเขา ให้เขาได้ยืนตรงหน้าเสิ่นอิงอีกครั้ง
เขาจะพูดกับเสิ่นอิงว่า
“ไปให้พ้น!”
หากต้องเพิ่มระยะเวลาหลังประโยคนี้ได้ เขาหวังว่าจะเป็น ‘หนึ่งหมื่นปี!’
…
ชุนหนานสังหรณ์ใจว่า เขาทำหน้าที่ผู้เฝ้าสุสาน คงต้องทำไปชั่วชีวิต…
วันนี้ชุนหนานยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ในตำหนักแห่งวสันต์ เหม่อลอย งีบหลับและครุ่นคิดเช่นเดิม
เขาออกไปจากตำหนักหลังนี้ไม่ได้ ทุกอย่างในตำหนักหลังนี้ เขาเล่นจนเบื่อแล้ว รวมถึงเสาต้นใหญ่พวกนั้นด้วย
“วันนี้ก็อีกวันที่น่าเบื่อ…” ชุนหนานพึมพำ
“เฮ้อ เล่นเป่ายิ้งฉุบแล้วกัน”
เขายื่นมือซ้ายกับมือขวาออกมา “เป่า…ยิ้ง…ฉุบ!”
ข้างซ้ายออกค้อน ข้างขวาออกกระดาษ
“เป่า…ยิ้ง…ฉุบ!”
มือซ้ายออกกรรไกร มือขวาออกค้อน
“หึๆ เจ้ามือซ้ายแพ้สองตาแล้วนะ ต้องพยายามเข้าล่ะ…”
…
แอ๊ด…
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน ทำให้เกมของชุนหนานหยุดชะงัก
ประตูเปิดแล้ว ชุนหนานสั่นไปทั้งตัว
ไม่ใช่ลมพัด ไม่ใช่วิญญาณ แต่มีคนมา!
เขามองสองร่างนั้น แสงแดดที่สาดเข้ามาแยงตาเหลือเกิน
มันคือแสงอรุณ! มันคือการช่วยเหลือ! มันคือความหวังในชีวิต!
“อ๊าก!” ชุนหนานร