ักของหอดิ้นทองอีกด้วย สหายอันหลินมีวาสนากับของเหล่านี้ ย่อมเป็นเรื่องดี แต่พวกเราหอดิ้นทองเพียรพยายามมาหลายพันปี พาพวกมันมาถึงที่นี่ได้ นี่ก็เป็นวาสนาที่ไม่ง่ายเลย จุดหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือ พวกเราไม่อยากให้มีคนมาตัดช่องทางการหาเงินเช่นนี้…”
อันหลินกะพริบตาปริบๆ เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะพูดจาเถรตรงปานนี้ ยอมรับแล้วว่าหน้าด้านไร้ยางอาย จะให้เขาพูดอะไรต่ออีก
“ก่อนหน้าที่พวกท่านบอกว่าผู้ที่มีวาสนาจะได้วัตถุบรรพกาลไปครอง มากลับคำตอนนี้ พวกท่านเห็นมันเป็นตัวเรียกเงิน ไม่กลัวข้าจะแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปหรือ” อันหลินคิดๆ ดูแล้ว คิดว่าขอเถียงสักหน่อย
“เราตั้งกฎใหม่ได้ หนึ่งคนนำวัตถุบรรพกาลไปได้มากสุดคนละสามชิ้น ข้าเชื่อว่านอกจากอัจฉริยะเช่นสหายอันหลินที่บุกหน้าเหมือนผ่าลำไผ่แล้ว คนอื่นขัดเกลาได้หนึ่งชิ้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่คุยโวไปได้ร้อยปีแล้ว ย่อมไม่แยแสข้อจำกัดนี้”
น้ำเสียงของประมุขหลัวยังคงอ่อนโยนและเรียบเฉย “ข้าเชื่อว่าหากเป็นเช่นนี้ แม้เรื่องจะแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของหอดิ้นทองได้รับผลกระทบ แต่คนอื่นก็จะเข้าใจได้…แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงแผนการที่แย่ที่สุด ข้าหวังว่าสหายอันหลินกับเราจะจัดการได้อย่างสันติ เช่นนี้ล้วนสุขใจทั้งสองฝ่าย”
อันหลินมองชายวัยกลางคนที่สง่างามตรงหน้าแล้วเอ่ยถามว่า “จะจัดการอย่างสันติอย่างไร”
“หนึ่งล้านหินวิญญาณ ทุกคนปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป หอดิ้นทองให้ได้เพียงเท่า