คนนี้คือสหายหลิวซู่ซู่ที่ข้ารู้จักในเมืองหงเย่”
“สวัสดีผู้อาวุโสสวีเสี่ยวหลาน” หลิวซู่ซู่พูดอย่างนอบน้อมถ่อมตน
สวีเสี่ยวหลานไม่คิดว่าตัวเองจะพลอยได้เป็นผู้อาวุโสไปด้วย จึงนิ่งไปเล็กน้อย ถึงได้พยักหน้าทักทายว่า “สวัสดีสหายหลิวซู่ซู่”
อันหลินพบว่าหลิวซู่ซู่บาดเจ็บที่ช่องท้อง จึงหยิบยาบำรุงเลือดลมออกมาแล้วยื่นให้นาง
“เอาไปกินเสียสิ”
“ไม่เป็นไรหรอกผู้อาวุโสอันหลิน ข้าทำแผลเรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะ…”
“บอกให้เจ้ากิน เจ้าก็กินสิ!”
“อืม…”
หลิวซู่ซู่ถือเม็ดยา ดวงตาสุกใสจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้า เมื่อเห็นใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังของชายหนุ่ม นางก็กัดริมฝีปากนุ่มนวล จากนั้นก็กลืนยาลงไปตามคำสั่ง
“พ่อเจ้าล่ะ”
“เขาอยู่ในเรือนหลอมศาสตราของค่าย เห็นบอกว่าจะหลอมชุดเกราะ”
“อ้อ…” อันหลินพยักหน้า จากนั้นพูดยิ้มๆ ว่า “สงครามสิ้นสุดแล้ว ต่อไปพวกเจ้าตั้งใจว่าจะทำอย่างไรต่อ”
หลิวซู่ซู่ก้มหน้าลงเล็กน้อย ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ยังไม่ได้คิดเลย”
“ทั้งบ้านและสำนักของพวกเจ้าก็สูญสิ้นแล้ว เข้าร่วมสำนักเหวินกู้ดีไหม” อันหลินลูบคางแล้วพูดเสนอแนะ
หลิวซู่ซู่เบิกตากว้าง “เอ๊ะ แต่ความสามารถของข้ากับท่านพ่อ…”
“ไม่เป็นไร พวกเราใช้เส้นสาย!” อันหลินพูดแทรก
หลิวซู่ซู่ “…”
สวีเสี่ยวหลาน “…”
พวกเขาจึงไปหาผู้อาวุโสจี้เยี่ยนหลิงที่สำนักเหวินกู่ด้วยประการละฉะนี้
เมื่อพบกันอีกครั้งหลังผ่านมาเป็นปี จี้เยี่ยนหลิงดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเป็นกอ