ลุกเวอร์ชั่นคนก่อนก็แล้วกัน
เหยาซิ่วลูบคางขาวผุดผ่องแผ่วเบา ตัดสินใจเดินไปยืนข้างนักบวช ทอดมองท้องฟ้าอันไกลโพ้น ค่อยๆ อ้าปากขับร้องช้าๆ “ไม่ว่าจะไปที่ใดก็เหมือนความสุขถูกจุดประกาย เหมือนเธอเคยเรียนอยู่ข้างห้องฉัน ผู้คนนำความรักที่อธิบายได้ยากฝังกลบดิน มองดูคนอื่นพยายามแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง ฉันได้ยินเสียงของเธอ และมีหัวใจที่ไม่กล้าพบซ่อนอยู่…”
เสียงใสกังวาน ท่วงทำนองอันไพเราะ แต่กลับทำให้คิ้วของนักบวชขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เมื่อเหยาซิ่วเห็นฉากนี้ ใบหน้างดงามก็เชิดขึ้นอย่างได้ใจ อ้าปากร้องเพลงต่อไป
หึๆ เจ้าทำสมาธิของเจ้า ข้าร้องเพลงของข้า!
สุดท้ายนักบวชก็ลืมตาขึ้น มองหญิงชุดเขียวที่อยู่ไม่ไกล
ใบหน้าของเขาไร้ความโมโหโทโสแต่อย่างใด กลับกันสองมือพนม โค้งตัวคำนับเล็กน้อยแล้วปลีกตัวออกไปเอง
“นี่! นักบวช ทำไมเจ้าถึงไปเสียแล้วล่ะ!”
เห็นนักบวชจากไปโดยที่ไม่พูดอะไร เหยาซิ่วจึงอดพูดอย่างร้อนรนไม่ได้
นักบวชมองเหยาซิ่วด้วยความงุนงง ตอบกลับมาว่า “โยมหญิงคนนี้ อาตมาเพียงแค่คิดว่าการทำสมาธิที่นี่ จะรบกวนเจ้าร้องเพลง จึงเลือกจะปลีกตัวออกไป”
“ไม่รบกวนๆ เจ้าทำสมาธิต่อไปเถอะ” เหยาซิ่วยิ้มเผล่
มุมปากของนักบวชกระตุก ไม่รบกวนอะไรกัน จะให้เขาพูดออกมาหรือไงว่า โยมหญิงรบกวนการทำสมาธิของตน จึงได้ตัดสินใจปลีกตัวออกไปน่ะ
“อ้อ จริงสิ ไม่ทราบว่าหลวงพ่อมีนามว่าอะไรหรือ” เหยาซิ่วผูกไมตรีอย่างเป็นมิตร
นักบวชพนมม