ือ พูดอย่างนอบน้อมว่า “มิบังอาจเป็นหลวงพ่อหรอก อาตมามีฉายาธรรมว่าชิงจือ”
“อ้อ สวัสดี ข้าชื่อเหยาซิ่ว!” ขณะที่พูด เหยาซิ่วก็ยื่นมือออกไปอย่างผ่าเผย
ชิงจือจ้องมืองามที่ขาวบริสุทธิ์ดุจหยกที่ยื่นออกมาหาตน เขาตกใจหดตัวเล็กน้อย “เอ่อ…ขออภัย อาจารย์เคยบอกข้าว่า ห้ามสัมผัสสีกา”
“หา จับมือก็นับว่าสัมผัสสีกาหรือ” ดวงตาสุกใสของเหยาซิ่วเบิกกว้าง ทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ใบหน้าขาวสะอาดสะอ้านของชิงจือแดงระเรื่อ เบนสายตามองไปทางอื่น
ใช่ว่าเขาจะไม่เคยพบเจอสาวงาม แต่กลับไม่เคยได้สัมผัสทางกายกับผู้หญิงคนไหนเลย จึงอยากปฏิเสธตามสัญชาตญาณ
เขาบำเพ็ญเพียรในป่าหินลู่หลีนับยี่สิบปี มีจิตใจที่ไร้มลทิน แต่เพราะหัวใจเป็นกระดาษขาว จึงเปื้อนสีสันทางโลกได้ง่ายด้วยเช่นกัน
ถูกปฏิเสธการจับมือ เมื่อเหยาซิ่วได้สติก็ไม่แยแส แต่ยืนมือไพล่หลัง เพ่งมองชิงจืออย่างนึกสนุก
ชิงจือถูกจ้องจนรู้สึกอึดอัด จึงค้อมตัวเล็กน้อย “โยมหญิงคนนี้ หากไม่มีธุระอื่นแล้ว อาตมาขอตัวก่อนนะ”
“ช้าก่อน ข้าถามได้หรือไม่ว่า…ตัวแทนของเมืองพุทธเป็นใครกันบ้าง” เหยาซิ่วเอ่ยถามอย่างออดอ้อน
ชิงจือเพียงอยากจากไปให้เร็วที่สุด จึงโพล่งออกไปทันทีว่า “เป็นอาตมากับชิงเหยียนและชิงซิน ศิษย์น้องทั้งสองคน”
เหยาซิ่วได้ฟังก็สูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองนักบวชรูปงามตรงหน้า อุทานอย่างตกใจว่า “จริงหรือ!”
ชิงจือพนมมือ พูดเสียงหนักแน่นว่า “ผู้บวชไม่โป้ปด”
“แล้วพลังยุทธ์ของพวกเจ้