าสามคนเป็นอย่างไรกันบ้าง”
เหยาซิ่วรู้สึกว่าชือจือค่อนข้างว่าง่าย จึงซักถามต่อ
“นี่มัน…” ชิงจือออกอาการลำบากใจ
เหยาซิ่วพูดยิ้มๆ ว่า “หากบอกข้าจะปล่อยเจ้าไป!”
ชิงจือรีบพูดทันควัน “ข้าระดับกึ่งแปลงจิต ศิษย์น้องอีกสองคนที่เหลือเป็นระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นปลาย!”
เหยาซิ่วได้ฟังก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ท่าทางในการชุมนุมแลกเปลี่ยนมรรคเทศนาครั้งนี้ สำนักเราจะเอาอยู่อีกแล้ว
“โยมหญิง เช่นนั้นอาตมาขอตัวก่อนนะ”
ชิงจือหันหลังกำลังจะจากไป เสียงเสนาะหูก็ดังขึ้นข้างหลังอีกครา
“นี่ ชิงจือ!”
ชิงจือเหลียวมอง “อะไรหรือ”
“อย่าเอาแต่เรียกว่าโยมหญิงๆ สิ ข้ามีชื่อแซ่นะ”
“ต่อไปเจ้าก็เรียกข้าว่าแม่นางซิ่วแล้วกัน!”
หญิงชุดเขียวยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ภายใต้แสงอาทิตย์ รอยยิ้มของนางแลดูงดงามมากเป็นพิเศษ
“แม่…แม่นางซิ่วหรือ” ชิงจือจ้องร่างนั้นด้วยใจที่เริ่มหวั่นไหว
“อืม!” เมื่อได้ยินเสียงเรียกขานของชิงจือ เหยาซิ่วก็ขานรับในลำคอพลางพยักหน้ายิ้มๆ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หัวใจของชิงจือไม่อาจสงบได้เช่นเมื่อก่อนแล้ว
เขาเริ่มลุกลี้ลุกลน พยักหน้าให้เหยาซิ่ว รีบละสายตาเดินจากไปอย่างกระดากอาย
เหยาซิ่วมองการอากัปกิริยาของนักบวชรูปนี้ ป้องปากขำเบาๆ “นักบวชคนนี้ซื่อจังเลย เขาต้องเป็นเป้าหมายที่ข้าชอบหยอกล้อแน่นอน”
ตอนแรกนางยังอยากจะหยอกเย้านักบวชรูปนี้อีกสักหน่อย แต่เห็นนักบวชรูปนี้ให้ความร่วมมืออย่างว่าง่ายปานนั้น นางก็รู้สึกละอายใจ