เหยาซิ่วตกใจจนสะดุ้งโหยง ตัวแข็งทื่อไปแล้ว
หากว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ออกมาจากปากของพี่ชายผู้ซึ่งไม่เคยพูดเล่น นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
“ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าว่าศิษย์พี่คนนี้เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจใช่ไหม ควรค่าให้นับถือชื่นชมหรือไม่!” เหยาหมิงซีนัยน์ตาแวววาว ลมหายใจถี่กระชั้น
เหยาซิ่วยับยั้งความยกย่องเทิดทูนของตนไม่ไหวแล้ว “ท่านพี่ เขาคือใคร”
เหยาหมิงซี “เขาชื่ออันหลิน เป็นศิษย์พี่ปีสอง!”
เหยาซิ่วออกอาการตื่นเต้น “ศิษย์พี่อันหลินใช่ไหม เราไปหาเขาวันนี้กันเลยดีกว่า! ไปทำความรู้จักไว้!”
เหยาหมิงซีพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน แต่จะบุ่มบ่ามเกินไปไม่ได้ เราต้องสร้างความประทับใจแรกที่ดีให้แก่ศิษย์พี่!”
“หรือเราสองคนจะรำกระบี่ให้เขาดูดี” เหยาซิ่วเสนอแนะหลังจากที่ขบคิดชั่วครู่
“ปัญหาอยู่ที่เขาชอบชมการรำกระบี่หรือไม่ ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าร้องเพลงเพราะ เจ้าร้องเพลงให้เขาสักเพลง ข้าจะรำกระบี่เอง เช่นนั้นขอเพียงเขาชอบสักอย่าง เราก็ทำสำเร็จแล้ว!” เหยาหมิงซีกล่าว
“หากเขาไม่ชอบเลยล่ะ” เหยาซิ่วกังวลใจ
“ไม่ชอบเลยหรือ…เช่นนั้นเราก็ใช้ไม้แข็ง!” ดวงตาของเหยาหมิงซีลุกวาว
“ไม้แข็งอย่างไร” ดวงหน้าผุดผ่องราวหิมะของเหยาซิ่วตื่นเต้นจนขึ้นสีแดงเรื่อ
เหยาหมิงซีกัดฟันพูดว่า “แม้จะเป็นเพื่อนไม่ได้ ก็ต้องทำให้เขาจดจำพวกเรา…”
“เราถามเขาก่อนได้ว่าเขาชอบอะไร จากนั้นพยายามสนองความต้องการของเขา หากว่าเขายังปฏิเสธ เช่นนั้