ึงไม่ได้สนใจกับคำว่าประหลาดที่หลานเยียนพูดมากนัก ก็แค่ศิษย์บางคนเดินๆ อยู่แล้วหกคะเมน ใครสักคนฝึกวิชาอัคคีแล้วเผาตัวเองบ้างละ ไม่มีอะไรน่าขันหรอก
หลานเยียนตบไหล่สวีเสี่ยวหลานปุๆ หยุดหัวเราะได้ครู่หนึ่ง สงบสติอารมณ์แล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “มีชายคนหนึ่งกำลังขี่สุนัขสีขาวตัวหนึ่งเดินเตร่ในสำนักของเรา เจ้าไม่เห็นท่าทางของพวกเขา ดูสดใสทีเดียว ข้าโตมาป่านนี้ เพิ่งเคยเห็นคนขี่สุนัขครั้งแรก ฮ่าๆ ๆ…”
สวีเสี่ยวหลานเบะปาก “หากสักวันท่านเห็นคนขี่หมูเดินเหิน คิดว่าท่านคงหัวเราะตายแน่ ‘หัวเราะจนตาย’ จริงๆ!”
แต่ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด คำว่า ‘ขี่สุนัข’ เอาแต่วนเวียนอยู่ในหัวนาง ทำให้บางอย่างผุดวาบขึ้นในใจ
สวีเสี่ยวหลานทำหน้าสงสัย “ศิษย์พี่หลานเยียน ตัวประหลาดที่ท่านว่ามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร”“อืม…ผู้ชายหน้าตาใช้ได้ ส่วนสุนัข…ขนขาวมาก น่ารักมากเช่นกัน อ้อ จริงด้วย! บนไหล่เขามีวานรอัปลักษณ์ตัวหนึ่ง ตลกมากเช่นกัน ฮ่าๆ ๆ…”
เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ สะกิดต่อมฮาของศิษย์พี่ท่านนี้เข้าอีกแล้ว นางเริ่มหัวเราะอย่างไม่มียางอายขึ้นมาอีกครั้ง
สุนัขสีขาว วานรอัปลักษณ์หรือ
เป็นไปได้สูงว่าเขามาแล้วแน่ๆ!
สวีเสี่ยวหลานคว้ามือของหลานเยียนไว้อย่างตื่นเต้นดีใจ “ไป! พาข้าไปหาพวกเขาหน่อย”
หลานเยียนชะงัก “เอ๊ะ ศิษย์น้อง เจ้าไม่สนใจเรื่องแบบนี้ไม่ใช่หรือ ไยวันนี้ถึงกระตือรือร้นเช่นนี้ล่ะ แต่ก็ดีเหมือนกัน ข้ากำลังอยากย้อนไปดูอีก