วกจะต้อนรับ จึงแก้คำพูดใหม่ว่า “ข้ามาหาจ้าวหวายหยิน”
ทหารยามพยักหน้า หยิบยันต์ส่งจิตขึ้นมาเดินไปพูดอะไรบางอย่างอีกทางหนึ่ง
ไม่นานชายหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งกระวีกระวาดมา
“ฮาย อันหลิน ไม่พบกันนานเลยนะ!” จ้าวหวายหยินทักทายด้วยรอยยิ้ม
เมื่ออันหลินเห็นท่าทางจ้าวหวายหยินดูไม่เลวเลย ก็โบกมืออย่างตื่นเต้นด้วยเช่นกัน
“เอ๊ะ ลิงบนไหล่เจ้านั่นมัน…” จ้าวหวายหยินเห็นลิงน้อยน่าเกลียดน่าชัง จึงมองด้วยความสงสัย
“มันชื่อเจ้าอัปลักษณ์ เป็นเพื่อนของข้า” อันหลินพูดพลางชี้ไปที่วานรตัวนั้น
“โอ้ สวัสดีเจ้าอัปลักษณ์!” จ้าวหวายหยินจับมือกับเจ้าอัปลักษณ์อย่างเป็นมิตร
เขาไม่คิดว่าการที่อันหลินเป็นเพื่อนกับวานรอัปลักษณ์ตัวหนึ่งจะเป็นเรื่องแปลกเลยสักนิด แสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ความประทับใจแรกที่เจ้าอัปลักษณ์มีต่อสำนักนี้ไม่เลวเลยทีเดียว
จากนั้น จ้าวหวายหยินก็พาอันหลินกับเจ้าอัปลักษณ์เดินเข้าไปในสำนักสัตว์เทพ และถือโอกาสเป็นมัคคุเทศก์ด้วย
“สำนักสัตว์เทพเป็นสำนักแรกที่เผ่าพันธุ์สัตว์สร้างในแคว้นจิ่วโจว
“เผ่าพันธุ์สัตว์ที่นี่ ไม่เหมือนกับเจ้าพวกชั้นต่ำในเขตหมื่นเขา พวกเรามีองค์กร มีกฎหมาย ยึดหลักสัตว์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สร้างความแข็งแกร่งมาตลอดหลายปีอย่างไม่หยุดหย่อน”
“หลายปีนี้ในเผ่าพันธุ์มีวีรชนชูสลอน ทั้งสี่มังกรแห่งเผ่าพันธุ์สัตว์ สามสัตว์เซียนจอมราชัน เชื่อว่าเจ้าคงได้ยินมาหมดแล้ว”
จ้าวหวายหยินแ