ๆ หม่นลง แววตาฉายความโดดเดี่ยวที่สังเกตได้ยากเสี้ยวหนึ่ง
อันหลินไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก เงื้อกระบี่พิชิตมารขึ้นแล้วตวัดฟันลงไป
ร่างของราชินีอ้านเย่แหลกสลายเป็นผุยผงภายใต้กระบี่เล่มนี้ จางหายไปในอากาศ
ตราสีดำบนหน้าผากของอันหลินก็เริ่มเลือนราง
เขาคว้าแหวนมิติของอ้านเย่ไว้หมับ จากนั้นก็มาถึงหน้าอุโมงค์ดำสนิทภายในก้าวเดียว
“นี่คนจะเป็นอุโมงค์ของเผ่าพันธุ์ปีกทมิฬ เสียดาย หากมีเวลามากพอคงจะลองเข้าไปได้…”
อันหลินจ้องอุโมงค์แล้วปล่อยหมัดออกไป
ครืน…
อุโมงค์ถูกหมัดของเขาสะเทือนจนปริแตก สุดท้ายก็เริ่มพังทลาย
“จบแล้ว…”
อันหลินพึมพำ ตราสีดำบนหน้าผากของเขาก็อันตรธานหายไป
เพียงชั่วพริบตา เขาก็รู้สึกว่าตัวเองสูญเสียพลังทั้งหมด ร่างกายอ่อนปวกเปียก ความเหนื่อยล้ามหาศาลเข้าจู่โจม
จากนั้น เขาก็หน้ามืด หมดสติล้มลงไป
พวกสวีเสี่ยวหลานพุ่งไปหาอันหลิน พยุงเขาลุกขึ้นอย่างร้อนใจ
เมื่อแน่ใจว่าสัญญาณชีพของเขาปกติแล้ว ทุกคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ยังดีที่ครั้งนี้เขาไม่ระเบิด…”
สวีเสี่ยวหลานมองอันหลินอย่างหวาดผวา ความกังวลบนใบหน้าคลายลงบ้างแล้ว
ภาพระเบิดอันน่าสยดสยองหลังใช้ดรรชนีวิถีสวรรค์ บัดนี้ยังจำได้ขึ้นใจ
หากว่าอันหลินระเบิดจริง พวกเขาก็อับจนหนทางแล้วจริงๆ…
“อันหลินสร้างปาฏิหาริย์อีกแล้ว! ชะตาชีวิตช่างเป็นสิ่งที่วิเศษเหลือเกิน!”
เซียนพสุธามิ่งหยวนที่รอดพ้นวิกฤตมองอันหลิน ใบหน้ามีแต่ความตะลึงและพึงพอใจ
ทุกครั้งที