ตัวเอง
แรงมหาศาลฉีกร่างกายของเขาเป็นชิ้นๆ เขากระอักเลือดกระเด็นออกไป ตกลงบนพื้น ตาเหลือก แทบจะหมดสติเสียแล้ว
อันหลินยืนหายใจหอบหนักกับที่ จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง
ผิวดินที่ทรุดตัวและแยกออก เว่ยจี๋ที่กระอักเลือดบาดเจ็บสาหัส…
สุดยอด หมัดสะเทือนขุนเขาของเรายอดเยี่ยมขนาดนี้แล้วเหรอ!
เว่ยจี๋เป็นผู้แข็งแกร่งระดับกายแห่งมรรคขั้นเก้าเชียวนะ เราล้มเขาได้ในหมัดเดียวงั้นเหรอ
อานุภาพไม่ใช่แค่สองเท่าเหมือนที่ระบบบอกแล้วมั้ง!
เว่ยจี๋โอนเอนลุกขึ้นจากพื้น เลือดไหลออกจากมุมปากของเขา เห็นได้ชัดว่าสะเทือนอวัยวะภายใน
สีหน้าของเขาตะลึงพรึงเพริด สายตาที่จดจ้องอันหลิน ราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้ ตอนที่เจ้าเพิ่งเข้าสำนักมีแค่กายแห่งมรรคขั้นศูนย์ไม่ใช่หรือ” เว่ยจี๋มองอันหลิน ริมฝีปากสั่นระริก
“อืม ใช่แล้ว” อันหลินได้ฟังก็พยักหน้า พูดตรงไปตรงมาว่า “หลังผ่านการบำเพ็ญเพียรไม่กี่เดือน ตอนนี้ข้ามีระดับกายแห่งมรรคขั้นแปดแล้ว”
เว่ยจี๋ได้ยินก็ตะลึงงันทันที เสมือนกลืนแมลงวันตัวเป็นๆ เข้าไป
“ไม่มีทาง! แค่ไม่กี่เดือนก็เลื่อนถึงขั้นแปดแล้วงั้นหรือ พูดเรื่องตลกอะไรกัน! เจ้าต้องใช้วิธีการที่ไม่มีผู้ใดรู้รบางอย่าง เจ้าโกงแน่ๆ! ตอนที่เจ้ากับข้าต่อสู้กัน ต้องทำผิดกฎแอบใช้ยันต์ขั้นสูงอะไรสักอย่างแน่นอน เจ้ามันทุจริต!”
เว่ยจี๋เกิดโทสะ เขายอมรับความจริงที่ตัวเองถูกอันหลินล้มไม่ได้
อันหลินได้ย