ันหลินไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดในใจออกมาเป็นอันขาด
ใช้สมองโดยไว ในที่สุดเขาก็นึกถ้วยคำที่ถูกต้องออกแล้ว
“เซียนหญิงหลานหลาน ข้าตาบอดไม่พอ แถมยังปากหนักพูดไม่เก่ง เรื่องในวันนี้ เป็นความผิดข้าเอง ข้าไม่ควรไร้จิตสำนึก ใส่ร้ายความงามของเจ้า ประโยคนั้นเป็นประโยคที่ไร้จิตสำนึกที่สุดที่ข้าเคยพูด ข้าผิดไปแล้ว! หากเจ้ายังโมโหอยู่ ก็ตบข้าอีกสักทีเถอะ! มาเลย ข้างขวายังไม่บวม ช่วยตบให้ใบหน้าข้าสมมาตรกันหน่อย!”
อันหลินพูดจบ ก็ยื่นหน้าอีกด้านหนึ่งที่ยังไม่บวมไปตรงหน้าสวีเสี่ยวหลาน หลับตาลง ท่าทางเหมือนยอมรับโทษแต่โดยดี
เมื่อสวีเสี่ยวหลานเห็นอันหลินแสดงกิริยาแบบนี้ บนใบหน้าจิ้มลิ้มที่เย็นชา ก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาสักที
แต่ก่อนที่อันหลินจะลืมตา นางก็เก็บรอยยิ้มทิ้งไป แสร้งทำเป็นตีหน้ายักษ์ พูดจาเฉยชาว่า “เอาเถอะ เห็นเจ้าขอโทษด้วยความจริงใจแบบนี้ ข้าจะยอมให้อภัยเจ้า”
ได้ฟังดังนั้น อันหลินก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก
เขาลืมตาขึ้น พบว่าสีหน้าของสวีเสี่ยวหลานอ่อนลงไม่น้อย ทำให้เขาอดโล่งใจไม่ได้
“อันที่จริง ข้ายังมีปัญหาอีกอย่าง อยากขอคำแนะนำจากเจ้าหน่อย เจ้ารู้ไหมว่าจิตวิญญาณแห่งขุนเขาคืออะไร”
อันหลินลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดเรื่องนี้ออกมาอยู่ดี
“เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม มีแผนการอะไรอีกแล้ว” สวีเสี่ยวหลานเท้าคาง ถามเสียงเบา
“ก็แค่เหตุผลบางประการ ข้าอยากหาจิตวิญญาณแห่งขุนเขาสิบกรัมมาลองชิมเท่านั้น” อันหลินได้