เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วหล้า แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับรัศมีอันเจิดจรัสของกงซุนชา
รอจนเปี๋ยหานอาศัยกำลังของตนเพียงลำพัง จู่โจมสังหารสองยอดแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองของสหพันธ์จอมปิศาจ ผู้คนค่อยเปลี่ยน
มู่เซวียนหรี่ตามองกวาดไปทั่วกองพันบาปเคราะห์ กลับไม่พบสมาชิกหน้าใหม่แม้สักคนเดียว พวกมันดูไม่มีอันใดแตกต่างไปจากก่อนการศึกที่สร้างชื่อให้แก่เปี๋ยหานครั้งนั้น
เปี๋ยหานไม่คิดกล่าววาจาไร้สาระ มันปรับกระบวนทัพเตรียมจู่โจมทันที
มู่เซวียนดวงตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ใบหน้าทอแววขุ่นเคืองวูบหนึ่ง
นางแม้ระมัดระวังเปี๋ยหาน แต่หาได้เกรงกลัวมันไม่! ชนชั้นยอดแม่ทัพไม่ว่าผู้ใด ล้วนไม่เคยขาดความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นว่าพวกมันจะต้องได้ชัย ไม่เช่นนั้นพวกมันก็คงไม่ได้มายืนอยู่ในตำแหน่งนี้แล้ว!
มู่เซวียนดวงตาทอประกายเย็นเยียบ ตวาดอย่างดุดัน “ตั้งกระบวนทัพ ค่ายกลกระบี่วายุรัดพัน!”
สุ้มเสียงยังไม่ทันจะขาดหาย กระบวนทัพแปรเปลี่ยนโดยพลัน แถวทัพที่ก่อนหน้านี้เคร่งครัดเป็นระเบียบ พลันกลายเป็นสั่นไหวโอนเอนช้าๆราวกับต้นหญ้าน้า
‘ต้นหญ้าน้า’ แต่ละต้นเปล่งแสงอย่างเลือนราง พวกมันผนึกรวมรั้งพลังเทพทั่วร่าง รอคอยการโจมตีที่จะมาถึง
เปี๋ยหานมองดูค่ายกลกระบี่ที่แผ่ซ่านกลิ่นอายฆ่าฟันเบื้องหน้าอย่างเย็นชา การที่มู่เซวียนจะใช้ค่ายกลศึกที่ถูกออกแบบมาเพื่อต่อสู้ประจัญบานในระยะประชิด กลับไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย นางได้ชื่อว่าเชี่ย