ิศาจเป็นหนึ่งเดียวมาถึงแล้ว แต่ภายใต้อำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของซือ ไม่ว่าความหวังหรือความทะเยอทะยานอันใด ล้วนถูกสะกดไว้ทั้งสิ้น
ดังนั้นจั่วม่อพอเอ่ยปาก ผู้คนไหนเลยจะไม่ลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่งได้
“องค์ราชา! ตระกูลกุ่ยหมิงของข้า ขออาสาเป็นทัพหน้า!” ประมุขชนเผ่ากุ่ยหมิงผุดลุกขึ้นเป็นคนแรก ประสานมือพลางกล่าวเสียงดังฟังชัด สุ้มเสียงแฝงแววตื่นเต้น
การกระทำของมันคล้ายหวดฟาดถูกรังแตนโครมใหญ่
“หากว่ากันเรื่องทัพหน้า ยังจะมีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าตระกูลต๋าซีหมิงหม่าเราอีก!” บุรุษกลางคนร่างผอมสูงอีกผู้หนึ่งผุดลุกตาม
“โอ้ ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ เผ่าต๋าซีหมิงหม่าของเจ้าเหมาะสมที่สุดกับหน้าที่หน่วยสอดแนม เผ่าปิศาจแรดจินกังของข้าต่างหากเล่า ที่เหมาะจะเป็นทัพหน้ามากที่สุด!” บุรุษร่างใหญ่และหยาบหนากำยำก้าวออกมา
ด้วยสีหน้าทระนงถือดี นอแรดบนหน้าผากของมันทอประกายอำมหิตเย็นชา
ไม่มีผู้ใดยอมลงให้แก่ผู้ใด ศึกแย่งชิงเป็นทัพหน้า ดูท่าว่าจะระเบิดขึ้นก่อนศึกสองแดนปิศาจเสียแล้ว
ในสายตาของจั่วม่อ เสียงทะเลาะเบาะแว้งของคนกลุ่มนี้ทำให้มันนึกถึงตลาดในยามเช้า อดชมดูอย่างสนอกสนใจอยู่ครู่ใหญ่ไม่ได้ จากนั้นค่อยรู้สึกตัว มันเดิมทีเข้าใจว่าในการติดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้ ผู้คนจะต้องระมัดระวังตัวเป็นอันมาก ไม่นึกว่าจะเป็นตรงกันข้าม สถานการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ไปเสียได้
ผู้คนต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อขออาสาออกศึกเป็นคนแรก ราวกับว