ม่อตะลึงลาน ชั่วอึดใจให้หลังค่อยถามว่า “ท่านหมายถึงหมิงอ๋อง?”
“มิผิด” ซือพยักหน้าพลางกล่าว “ข้าสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงกำลังไปไม่น้อยกว่าจะรวบรวมพวกมันให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ต้องการให้พวกมันแตกแยกกันหลังจากที่ข้าลาโลกไปแล้ว”
พอกล่าวจบคำ ซือมองดูจั่วม่อคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม “เป็นไร คราวนี้เจ้าทำกำไรก้อนโตทีเดียว อาศัยม่ออวิ๋นไห่และดินแดนแห่งความมืด เจ้านับว่ามีทุนรอนมากพอที่จะครองแผ่นดิน”
จั่วม่อเกาศีรษะแกรก ๆ “ตามเหตุผลแล้วข้าได้กำไรก้อนโตจริง ๆ แต่ไฉนเป็นข้า?”
“ทำไมต้องเป็นเจ้า?”
จั่วม่อสติแจ่มใสทันที กล่าวอย่างเหลือเชื่ออยู่บ้าง “ที่ภายนอก วังรัตติกาลตะวันออกและผู้พิทักษ์สุสานหยินกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน หรือว่าท่านจะเอาแต่นั่งนิ่งเฉยดูดายเช่นนี้?”
“ไม่มีความสงบสุขชนิดใดเกิดขึ้นได้โดยไม่เคยลิ้มรสความทุกข์ยากเจ็บปวด” ซือกล่าวอย่างเยือกเย็น จับจ้องมองตาจั่วม่อ “ข้าได้เตรียมการเอาไว้แล้ว”
จั่วม่อกระจ่างใจทันที “ที่แท้เป็นเช่นนี้ นี่เป็นการจัดฉากของท่านท่านเพียงต้องการชมดูว่าผู้ใดจะกระโดดออกมา ใช่หรือไม่?”
ซือเพียงแย้มยิ้มไม่ตอบคำ กล่าวว่า “รักษาตัวเสียก่อน รอจนเจ้าทุเลาหายดี เจ้าอาจต้องปรากฏตัว”
“เข้าใจแล้ว” จั่วม่อก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน มีแต่รอให้มันทุเลาหายดีอย่างสมบูรณ์ จึงสามารถช่วยเหลือซือได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ
อันที่จริงมีอีกหลายสิ่งที่มันอยากกล่าว แต่ไม่ได้กล่าวออกมา