เดินไต่ไปบนพื้นผิวน้าแข็งบาง ๆ ล้วนระบายออกมาผ่านเสียงกู่คำรามสะท้านฟ้านี้
จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกู่คำรามของจั่วม่อ เหล่าเจ้าตัวเล็กและซือพากันผลุนผลันเข้ามาอย่างพร้อมหน้า
“พี่ใหญ่ ท่าน… …ท่านหายดีแล้ว?”
ซือมองดูกลุ่มคนที่กำลังลิงโลดยินดีอย่างยิ้มแย้ม ตัดสินใจไม่เข้าไปขัดจังหวะพวกมันตอนนี้
เนิ่นนานให้หลัง จั่วม่อและเหล่าเจ้าตัวเล็กในที่สุดค่อยสงบลง จั่วม่อเพิ่งสังเกตเห็นซือที่ยืนรอเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง กล่าวอย่างขวยเขินอยู่บ้าง“ข้าเสียกิริยาไปแล้ว! ขออภัยด้วย!”
“ไม่ต้องใส่ใจ ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เลวเลยใช่หรือไม่” ซือแย้มยิ้ม ดวงตาทอแววหวนรำลึก ความทรงจำเมื่อนานมาแล้วที่มันเกือบจะลืมเลือนไปผุดขึ้นในใจ ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้ทำให้มันเผลอใจลอยไปบ้าง
หรือว่าคนเมื่อถึงคราวใกล้ตาย จะกลับกลายเป็นอารมณ์อ่อนไหวกว่าเดิม?
ซือหัวร่อเยาะหยันตัวเองอยู่ในใจ จากนั้นกลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นเหมือนเช่นปกติ “มาเถอะ ข้ามีเรื่องต้องบอกเจ้า”
“ทราบแล้ว!” จั่วม่อผุดลุกขึ้นทันควัน มันทราบดีว่าสำหรับซือในยามนี้ เวลาทุกวินาทีมีค่าอย่างที่สุด
จั่วม่อติดตามซือมาถึงห้องโถงใหญ่ มันพบเห็นอันม่อ เห็นกระทั่งร่องรอยตื่นตะลึงสุดระงับในดวงตาของอีกฝ่าย
“ไปนั่งตรงนั้น” ซือชี้ไปยังบัลลังก์ที่ด้านบน พลางหันมากล่าวกับจั่วม่อ
“ทราบแล้ว!” จั่วม่อทั้งไม่ปฏิเสธ ทั้งไม่ถามหาเหตุผล มันเดินไปยังบัลลังก์ หมุนตัวนั่งลงอย่างปลอด